Eckhart, Meister

Eckhart, Meister อาจารย์เอกเคิร์ท

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เอกเคิร์ทแห่งโคโลญ (Eckhard of Cologne 1260-1327) เป็นนักพรตคณะเดอมีเนอเคินและลูกศิษย์ของแอลเบิร์ทที่โคโลญเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยปารีส ตั้งแต่ ค.ศ. 1314 ทำหน้าที่สอนและอบรมสตรีนักพรตในสทราสบวร์กและโคโลญ ริเริ่มเขียนปรัชญาและเทววิทยาเป็นภาษาเยอรมัน

เอกเคิร์ทเองเป็นนักเข้าฌาน และสอนอบรมพวกนิยมฌาน สำนวนโวหารจึงเป็นแบบฌานนิยมโดยมีอิทธิพลจากธิอาเดอริก จากพราเคลิส จากดายเออนีเชิสเทียม จากออเกิสทีน และจากเพลอทายเนิส หากเข้าใจตามตัวอักษรก็อาจจะเข้าข่ายลัทธิสรรพเทวนิยมได้ จึงทำให้เอกเคิร์ทถูกนักพรตคณะแฟรงเลิสเคินซึ่งเป็นนักเทศน์คู่แข่งฟ้องร้องว่าสอนลัทธิสรรพเทวนิยม อัครสมณราชแห่งโคโลญนามว่าเฮนริแห่งเวียร์เนนบวร์กประกาศคว่ำบาตร เอกเคิร์ทอุทธรณ์ถึงสันตะปาปาซึ่งตั้งคณะกรรมการขึ้นสอบสวนและประกาศว่า ข้อความบางตอนของเอกเคิร์ทเข้าข่ายสรรพเทวนิยม บางตอนน่าสงสัย สมัยนั้นเป็นสมัยหน้าสิ่วหน้าขวาน ไม่รู้จักแยกภาษาคนกับภาษาธรรม ผู้ใช้ภาษาธรรมจึงมักจะเดือดร้อน เรามาพิจารณาดูสำนวนของเอกเคิร์ทสักเล็กน้อยเป็นตัวอย่าง

“สิ่งใดถูกสร้าง สิ่งนั้นไม่มีอยุ่”
“นอกพระเป็นเจ้าก็คือความเปล่า เพราะนอกพระเป็นเจ้าเท่ากับนอกความมีอยู่”
“พระเป็นเจ้าและฉันเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยความรู้ฉันเข้าไปในพระองค์”
“ถ้าท่านต้องการรู้พระเป็นเจ้า ท่านจะเหมือนพระบุตรเท่านั้นหาพอไม่ท่านต้อง เป็นพระบุตรเสียเอง”
“เมื่อสิ่งสร้างทั้งหลายออกพระนามพระเป็นเจ้า พระองค์ก็มีขึ้นมา”
“พระเป็นเจ้าทรงเป็นองค์เอกะ (the One) และทรงปฏิเสธสิ่งอื่นทั้งหมดเพราะนอกพระเป็นเจ้าไม่มีอะไรเลย”
“พระเป็นเจ้าทรงสร้างโลกพร้อมกับเกิดพระบุตรซึ่งโดยพระบุตรนั้นทรงสร้างทุกสิ่ง”
“ในวิญญาณมนุษย์มีธาตุปัญญาซึ่งเป็นธาตุที่ไม่ถูกสร้าง ธาตุปัญญานี้แหละทำให้มนุษย์เป็นพระเป็นเจ้าโดยการเข้าใจและรักพระองค์ในสหภาพแห่งสภาวะฌาน”
“ เราจะถูกปริวรรตแปรสภาพเป็นพระเป็นเจ้า”
“ อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตัดสินนักฌานนิยมด้วยข้อความแยกออกจากบริบท ยิ่งเป็นภาษาธรรมด้วยแล้ว การแยกยกขึ้นมาพิจารณาเป็นท่อนๆ เช่นนี้ทำให้เข้าใจผิดได้ง่าย ขอให้พิจารณาข้อความต่อไปนี้บ้าง
“อะไรก็ตามที่เรากล่าวว่าพระเป็นเจ้าทรงเป็น พระองค์จะไม่เป็นสิ่งนั้น พระองค์ทรงเป็นสิ่งที่เราไม่กล่าวว่าพระองค์ทรงเป็น ยิ่งกว่าจะเป็นตามที่เรากล่าวว่าพระองค์ทรงเป็น”
“เนื่องจากพระเป็นเจ้าทรงเป็นสาเหตุของทุกสิ่ง พระองค์ย่อมทรงอยู่เหนือทุกสิ่ง”
“พระเป็นเจ้าทรงอยู่ในสิ่งสร้างทั้งหมด…..แต่พระองค์ทรงอยู่เหนือสิ่งสร้างเหล่านั้น”
“พระธรรมชาติของพระเป็นเจ้าคือความเข้าใจ สารัตถะของพระองค์คือการเข้าใจพระองค์เอง ดังนั้น พระองค์จึงทรงสร้างทุกสิ่งโดยเข้าใจ”
“แม้พระเป็นเจ้าจะได้ทรงสร้างโลกแต่นิรันดร แต่โลกก็หาได้มีมาแต่นิรันดรไม่”
“แม้พลังสูงสุดของวิญญาณ ผประกายของวิญญาณ) ก็ถูกสร้างในวิญญาณพร้อมกับวิญญาณ”

อาจกล่าวได้ว่า เอกเคิร์ทเป็นผู้นำหน้าลัทธิอัตถิภาวนิยมแบบมีสาสนาคนหนึ่งท่านต้องการชักจูงให้คริสต์ชนเผชิญหน้ากับพระเป็นเจ้าด้วยตนเอง แสวงหาทางเข้าถึงพระเป็นเจ้าด้วยตนเอง และมีความสงบใจในความสัมพันธ์กับพระองค์ยิ่งงกว่ามีความกลัว เราจึงควรมองเอกเคิร์ทด้วยสายตาใหม่ จะพบความคิดที่เป็นประโยชน์มาก

เอกเคิร์ทสอนว่า ในพระเป็นเจ้าไม่มีการแยกสารัตถะกับภู คุณลักาณะต่างๆเป็นเพียงแง่ต่างๆของพระปัญญาของพระองค์ พระปัญญาเป็นพื้นบานของคุณลักษณะอื่นๆ ในพระเป็นเจ้า พระปัญญาคือพระบิดา ชีวิตคือพระบุตร และภูคือพระจิต แสดงว่าเอกเคิร์ทยกย่องปัญญาเหนือภู ซึ่งตรงข้ามกับอไควเนิสซึ่งยกย่องภูเหนือปัญญา ในมนุษย์ก็เช่นกัน เอกเคิร์ทถือว่าปัญญาเป็นสมรรถภาพสูงสุด และมีจุดสัมผัสกับพระเป็นเจ้าในสภาวแห่งฌาน (mystical union) จุดนั้นเรียกว่าประกายของวิญญาณ (ลต. Sciltilla spark of the soul) เอกเคิร์ทชอบใช้คำนี้บ่อยๆ และลูกศิษย์ลูกหาพากันนำไปใช้ต่อๆไป จะเรียกว่าเป็นลักษณะเฉพาะของฌานนิยมเยอรมัน (German Mysticism) ก็ได้

เพื่อจะเข้าใจเอกเคิร์ทและนักฌานนิยมอื่นๆ จำเป็นจะต้องเข้าใจลักษณะของภาษาธรรม คือ ใช้ภาษาคนเพื่ออธิบายประสบการณ์พิเศษของท่าน ถ้าจะถามว่าทำไมนักฌานนิยมจึงไม่ใช้คำใหม่และให้ความหมายใหม่เสียเลย จะได้ไม่มีปัญหา ก็เห็นจะต้องตอบว่า หากทำเช่นนั้นจริง พวกเราซึ่งไม่มีประสบการณ์อย่างท่านก็คงจะไม่เข้าใจอะไรเลย ท่านใช้ภาษาที่เรามีประสบการณ์อยู่บ้างเพื่อให้เราเข้าใจได้บ้างในเชิงเปรียบเทียบ เป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องเข้าใจภาษาของท่านเหล่านั้นในเชิงเปรียบเทียบ การตีความตามตัวอักษรจึงต้องถือว่าเป็นการตีความภาษาผิดประเภท เราควรตระหนักเช่นเดียวกันนี้ในการอ่านคัมภีร์ของทุกศาสนา เพราะศาสดาทั้งหลายล้วนแต่เป็นนักฌานนิยม และภาษาของท่านเป็นภาษาธรรม

สองปีหลังจากมรณกรรมของเอกเคิร์ท(ค.ศ.1329) สันตะปาปาจอห์นที่ 22 ประณามคำสอนของท่าน 17 ข้อและสงสัย11 ข้อ ทำให้การใช้ภาษาธรรมแสดงประสบการณ์แห่งฌานชะงักงัน ต่อจากนั้น ใครจะแสดงประสบการณ์แห่งฌานจะต้องศึกษาสำนวนโวหารทางการของศาสนาจักรอย่างดี และต้องยอมถอนคำพูดทันทีเมื่อเจ้าหน้าที่สงสัยว่าไม่ถูกต้อง ผู้ที่ทำเช่นนี้นับว่าสำคัญ มีจอห์น ทาวเลอร์ (John Tauler 1300 -1361) และเฮนริ ซูโสว์หรือชอยส์ (Henry Suso or Seuse 1300 – 1366) ทั้งสามเป็นลูกศิษย์ของเอกเคิร์ท นำเอาคำสอนของเอกเคิร์ททดสอบกับประสบการณ์ของตนเอง เสนอด้วยศัพท์สำนวนท่ะมัดระวังให้ถูกต้องตามที่ทางศาสนจักรกำหนด

นักฌานนิยมนอกจากนั้นส่วนมากดำเนินนโยบายที่ปลอดภัยมากกว่า คือละทิ้งปรัชญาหันไปสนใจปลุกเร้าศรัทธาความหวัง และความรัก โดยไม่สนใจรู้สาเหตุและเหตุผล มุ่งปฏิบัติให้เกิดความเลื่อมใสร้อนแรงไว้เป็นพอ เรียกว่าความเลื่อมใสแบบใหม่ (modern devotion) มีคณะนักพรตที่ยึดนโยบายนี้หลายคณะ ที่สำคัญได้แก่”คณะสหายพระเป็นเจ้า” (The Friend of God) และ “คณะภราดรแห่งชีวิตรวม” (The Brethren of the Common life) วิธีการรี้แพร่หลายไปทั่วคริสตจักร บางคนปฏิบัติอย่างเลยเถิดจนกลายเป็นลัทธิแจนสินส์ (Jansens) มีผลกระทบเรื่อยมาแม้ตราบเท่าทุกวันนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s