Dionysius the Areopagite

Dionysius the Areopagite ดายเออนายเสียสเทียม

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เราไม่ทราบว่า ท่านผู้นี้เป็นใคร มีนามว่าอะไร มีแต่ผลงานเหลือไว้หลายชิ้นซึ่งเชื่อได้ว่าเป็นผลงานของผู้นิพนธ์คนเดียวกัน ที่สำคัญได้แก่ ลต. De Divinis Nominibus (= On the Divine Names ว่าด้วยพระนามของพระเป็นเจ้า). ลต. De Mystica Theologia (= On the Mystical Theology ว่าด้วยเทววิทยาภาคฌาน)

การที่ได้ชื่อว่าดายเออนายเสียสเทียม  ก็เพราะแต่ก่อนเคยเชื่อกันว่าเป็นท่านผู้นี้คือดายเออนายเสียสที่เป็นสมาชิกของวุฒิสภาแห่งนครรัฐเอเธนส์ ในขณะที่เซนต์พอลได้มีโอกาสเข้าปราศรัยในที่ประชุม หลังจากนั้นได้พบกับเซนต์พอลตัวต่อตัว แล้วก็สมัครเป็นศิษย์ของเซนต์พอล ดังความปรากฏตามที่ลิวค์ (Luke) ได้บันทึกไว้ในหนังสือกิจการอัครสาวก

แต่นักวิจารณ์ลงความเห็นว่า สำนวนโวหารภาษากรีกที่เขียนเป็นของสมัยศตวรรษที่ 5 ตอนปลาย จากการพิเคราะห์เนื้อหาอาจลงความเห็นได้ว่า ดายเออนายเสียสเทียมผู้นี้เป็นนักพรตของคริสตศาสนาในแถบซีเรีย รู้จักปรัชญาและการบำเพ็ญพรตของเพลอทายเนิสเป็นอย่างดี จึงได้พยายามหาวิธีประนีประนอมปรัชญาของเพลอทายเนิสกับคริสตศาสนา

พระเป็นเจ้า พระเป็นเจ้าอยู่เลยขอบเขตของภาวะทั้งหลาย สติปัญญาของมนุษย์ไม่อาจจะเข้าถึงได้ ไม่อาจจะเข้าใจได้โดยตรง วีที่พอจะช่วยได้ก็คือ วิธีปฏิเสธ กล่าวคือ เข้าใจว่าพระเป็นเจ้าไม่ใช่จิตและสสาร ไม่มีจิตนาการ เหตุผล ความคิดหรือปัญญา ไม่ใหญ่ไม่เล้ก ไม่ใช่จำนวนหรือคุณภาพ ไม่มีความเหมือนหรือความไม่เหมือนในพระองค์ พระองค์ไม่เคลื่อนและไม่อยู่นิ่ง พระองค์ไม่มีอำนาจ แสงสว่าหรือชีวิต พระองค์ไม่มีกาละหรืออกาละ พระองค์ไม่ใช่ความมืดหรือแสงสว่าง ไม่ใช่ความจริงหรือความเท็จ (เทียบเต๋าและพรหมัน) รวมความว่าจะกล่าวว่าพระองค์เป็นอะไรที่ผิดพลาดทั้งสิ้น

วิธีรู้ถึงพระเป็นเจ้า
สำหรับบุคคลธรรมดา พระเป็นเจ้าทรงเปิดเผยให้บ้างในคัมภีร์ แต่นั่นเป็นความรู้อย่างผิวเผินภายใต้ภาพพจน์ เป็นความรู้ที่เหมาะสมและจำเป็นสำหรับสามัญชน เพราะภาษาของมนุษย์ไม่พอสำหรับเปิดเผยตามตรง แต่ถ้าไม่เปิดเผยเสียเลย มนุษย์โดยทั่วไปจะขาดหลักยึดเหนี่ยวในทางปฏิบัติ

สำหรับนักปรัชญา มีวิธีรู้ได้ 3 วิธี 1) วิธีสาเหตุ (by way of causality) คือรู้ว่า พระเป็นเจ้าทรงเป็นสาเหตุของทุกสิ่งที่มีความสมบูรณ์ในโลกแห่งประสบการณ์ เช่น ทรงเป็นสาเหตุแห่งควมดี แห่งความฉลาด เป็นต้น 2) วิธีปฏิเสธ (by way of negation) คือรู้ว่า พระเป็นเจ้าไม่ทรงมีความบกพร่อง เช่น ไม่ทรงมีขอบเขต ไม่ทรงอยู่ในเวลา เป็นต้น 3) วิธีอุตระ (by way of eminence) คือรู้ พระองค์ทรงเป็นองค์ปรีชาญาณ (The Wisdom) หรืออภิปรีชาญาณ (The Super- Wisdom) เป็นต้น

สำหรับนักปฏิบัติฌาน ผู้ที่มีความสามารถปฏิบัติฌานได้สำเร็จจึงจะมีโอกาสรู้พระเป็นเจ้าตามความจริง แต่จะต้องเป็นการปฏิบัติฌานชนิดทำใจให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้าได้สำเร็จ จิตใจจะเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ จะมีชีวิตเดียวกับพระองค์ นึกคิดอย่างเดียวกับพระองค์ และเข้าใจอย่างเดียวกับพระองค์ ความรู้เช่นนี้เป็นความรู้ในความว่างและในความมืดมิด ผู้รู้จึงไม่อาจจะชี้แจงได้โดยตรงว่าตนรู้อะไร นอกจากจะใช้ภาพพจน์ช่วยได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ทฤษฎีความรู้ มนุษย์อาจหาความรู้ได้ 3 ทาง คือ
ทางตรง (linear way)เริ่มจากประสบการณ์ทางผัสสะเพื่อสรุปถึงสิ่งที่มีผัสสะไม่ได้ ตรงกับวิธีอุปนัยของเรา
ทางเกลียว (spiral way)ใช้เหตุผลจากข้อเสนอที่แน่ใจแล้วอนุมานไปถึงข้อสรุป ตรงกับวิธีนิรนัยของเรา
ทางเวียน (circular way)ไม่ใช่ผัสสะและเหตุผล แต่ฝึกฝนจิตใตให้ผ่อนแผ้วหมดกิเลส และฝึกฝนให้รักพระเป็นเจ้าจนจิตใจเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์ เป็นการฝึกสมาธิจนได้ฌานแรงกล้านั่นเอง

ความสัมพันธ์ของพระเป็นเจ้ากับโลก แม้พระเป็นเจ้าจะอยู่พ้นภาวะใดๆก็ตาม พระองค์ก็ยังเป็นบ่อเกิดหรือต้นกำเนิดของภาวะทั้งหลาย สิ่งทั้งหลายเกิดจากพระเป็นเจ้าโดยการสร้าง พระองค์จึงเป็นบ่อเกิดแห่งความดี ความงาม และความสมบูรณ์ทั้งหลายบรรดามีในเอกภพ ทุกสิ่งทุกอย่างจึงมีเป้าหมายสุดท้ายอยู่ในพระองค์เพราะสิ่งสมบูรณ์น้อยย่อมฝักใฝ่ให้มีความสมบูรณ์มากขึ้น

ความเลวร้าย ดายเออนายเสียสเทียมชี้แจงตามแบบของเพลทายเนิสว่าความเลวร้ายเป็นมโนภาพปฏิเสธ นั่นคือ ความเลวร้ายหมายความว่ามีคาวมสมบูรณ์น้อย มโนภาพแห่งความเลวร้ายจึงเป็นมโนภาพสัมพัทธ์โดยเปรียบเทียบกับมาตรฐานที่เรานึกได้ สิ่งใดมีความสมบูรณ์ต่ำกว่ามาตรฐานที่เราปรารถนาหรือคาดหมาย เราก็ว่าเลวหรือร้าย ความจริงแล้วในเอกภพมีแต่สิ่งที่ดี งาม และสมบูรณ์ลดหลั่นกันไป

ดายเออนายเสียสเทียมเป็นต้นตำรับฌานนิยมในคริสตศาสนาปรากฎว่า งานนิพรนธ์ของดายเออนายเสียสเทียมแพร่หลายมากในคริสจักร นักปราชญ์คริสต์ ต่อมาพากันอ้างอิงรองจากคัมภีร์ไบเบิลก็ว่าได้ ยิ่งในสมัยที่เชื่อกันว่าผู้แต่งเป็นศิษย์โดยตรงของเซนต์พอลด้วยแล้ว น้ำหนักจึงมีมาก อไควเนิสและดานเตอ้างถึงอย่างมีน้ำหนัก ยิ่งนักฌานนิยมด้วยแล้วจะยกย่องราวกับอ้างคัมภีร์ทีเดียว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s