Descartes’ foundationalism

Descartes’ foundationalism มูลฐานนิยมของเดการ์ต

ผู้แต่ง : เมธา หริมเทพาธิป
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เดการ์ตเชื่อว่าการใช้วิธีพิสูจน์แบบเรขาคณิตซึ่งทางปรัชญาเรียกว่า วิธีของลัทธิมูลฐานนิยามเท่านั้น จึงจะค้ำประกันความจริงของข้อสรุปได้ และเดการ์ตคัดค้านวิธีหาความจริงของเบเขิน (ดู Francis Bacon) อยู่จึงเสนอวิธีหาความจริงของตนตามลำดับขั้นตอนดังต่อไปนี้

1) Universal but Methodical Doubt (สงสัยสากลแต่เป็นเพียงวิธีการ) เริ่มด้วยสงสัยหมด ทุกอย่าง สมมุติว่าเวลานี้เราเกิดไม่แน่ใจอะไรสักอย่างเลยว่าจะเป็นความจริง เพื่อดูว่าจากความสงสัยหมดทุกอย่างเช่นนี้ อะไรบ้างที่ผุดขึ้นในสมองแล้วจะสงสัยไม่ได้เด็ดขาด แม้จะไม่มีอะไรพิสูจน์หรือสนับสนุนเลยก็ตาม ที่เรียกว่าเป็น methodical (วิธีการ) ก็เพราะเดการ์ตไม่ได้สงสัยจริงแบบชาวซาฟเฝิร์ทโบราณหรือชาววิมัตินิยม (sceptic) ทั่วไป แต่สงสัยเพื่อดูว่าอะไรบ้างที่เราจะแน่ใจได้ก่อนสิ่งอื่น โดยไม่ต้องอาศัยสิ่งใดเลยมาช่วยสนับสนุน ทั้งนี้เพื่อการก่อฐานของความจริง และความรู้ที่มั่นใจได้แน่นอนว่าเป็นความจริง

2) I doubt, therefore I think (ฉันสงสัย เพราะฉะนั้นฉันคิด) ตอนนี้เดการ์ตถือว่ายังไม่ได้อ้างเหตุผล เพราะเหตุผลเป็นของเชื่อไม่ได้หรือไม่ เรายังไม่ได้พิสูจน์ แต่จากพฤติกรรมที่ว่าฉันสงสัยความไม่แน่ใจก็เกิดตามขึ้นมาทันทีว่า ฉันคิดเพราะถ้าไม่คิดก็สงสัยไม่ได้ เมื่อสงสัย ก็หมายความว่าต้องคิด หรืออีกนัยหนึ่งความสงสัยก็คือความคิดนั่นเอง เป็นความคิดประเภทหนึ่ง เมื่อครอบคลุมกันอย่างนี้ก็ไม่น่าจะมีอะไรสงสัยได้อีกต่อไปว่าสงสัยต้องเท่ากับคิดเสมอ

3) I think, therefore I am (ละติน Cogito, ergo sum ฉันคิดเพราะฉะนั้นฉันมีอยู่) นี่ก็เหมือนกันความมีอยู่ของฉันเนื่องออกมาทันทีจากความไม่แน่ใจฉันคิด ไม่ต้องใช้เหตุผลเพราะยังอ้างอะไรไม่ได้ทั้งนั้น แต่พฤติกรรมที่ว่าฉันคิดนั้นจะขาดความมีอยู่ของฉันเสียมิได้ เป็นของเห็นแจ้งอยู่ในตัว ฉันเห็นแจ้งว่าตัวฉันมีอยู่ในฐานะตัวการที่กำลังคิด (I am a thinking principle) เป็นจิต (spirit) เท่าที่ว่ามานี้ไม่มีทางจะสงสัยไปได้ ฉันมั่นใจอย่างยิ่งในความจริงนี้

4) What is clear and distinct is true (อะไรแจ่มแจ้ง และชัดเจนย่อมจริงเสมอ) นับได้ว่าเป็นทฤษฎีบทที่หนึ่งที่สรุปได้จากมูลบท (postulates) ข้างต้น เนื่องจากเป็นมูลบทที่แจ่มแจ้งและชัดเจน แจ่มแจ้ง (clear) เพราะเข้าใจได้ง่ายว่าอะไรเป็นอะไร ชัดเจน (distinct) ก็เพราะรู้ว่าต่างจากสิ่งอื่น ๆ อย่างไร เมื่อมีลักษณะ 2 ประการนี้ ใจบอกทันทีว่าต้องจริงโดยไม่ต้องสงสัย จะไม่รับว่าจริง โดยไม่ได้เด็ดขาด จึงควรกำหนดให้เป็นทฤษฎีสากลได้อย่างแน่นอนไม่มีเหตุใดจะชวนให้สงสัยได้ แน่นอนก็เพราะเป็นสิ่งที่เห็นได้แจ่มแจ้งและชัดเจน เพราะฉะนั้นสรุปได้เป็นทฤษฎีว่าอะไรที่เห็นแจ่มแจ้งและชัดเจนก็ย่อมจะต้องเป็นความจริงเสมอ (การสรุปแบบนี้ใช้ได้หรือไม่ ขอให้ผู้อ่าน ลองวิจารณ์ดูโดยผู้อ่านจะพบว่าจากประสบการณ์เพียงบางครั้งไม่พอให้แน่ใจได้ถึงทุกครั้งจนกลายเป็นกฎนี้)

5) Matter exists as extension (สสารมีอยู่ในสภาพสิ่งแผ่กว้าง) นับเป็นทฤษฎีบทที่ 2 พิสูจน์โดยอ้างทฤษฎีบทที่ 1 ว่าเนื่องจากการแผ่กว้าง (extension) เป็นสิ่งที่เราเห็นแจ่มแจ้งและชัดเจน จึงต้องมีจริง เพราะในบรรดาลักษณะของวัตถุด้วยกัน เช่น สี ความแข็ง กลิ่น รส ฯลฯ ไม่มีอะไรเห็นได้แจ่มแจ้งและชัดเจนเท่าการแผ่กว้าง (หรือการกินในอวกาศซึ่งเป็นสำนวนที่ใช้ไม่ได้ในบริบทนี้) ลักษณะอื่นอาจจะลวงหรือเปลี่ยนแปลงไปได้ในสภาพแวดล้อมต่างๆ แต่การแผ่กว้างมีอยู่เสมอ ไม่มีการแผ่กว้างเมื่อไรก็ไม่มีวัตถุ เราจึงรู้จักสสารด้วยการแผ่กว้างเป็นลักษณะแรกเพราะสสารการแผ่กว้างเป็นของคู่กัน

6) God is no deceiver (พระเจ้าไม่หลอกลวง) เป็นทฤษฎีบทที่ 3 เป็นทฤษฎีที่เดการ์ตถือว่าสืบเนื่องมาจากทฤษฎีที่ 1 ด้วยความจำเป็นเพราะถ้าพระเจ้าพร้อมที่จะหลอกลวงเรา หรือ ยอมให้ปีศาจมาหลอกลวงเราอยู่ตลอดเวลา ให้เราเห็นว่ามีสิ่งที่เห็นแจ่มแจ้งและชัดเจนทั้ง ๆที่ไม่มีจริงเราก็ต้องเลิกคิดกันแล้ว เพราะหาความแน่ใจอะไรไม่ได้เลย แต่ในความเข้าใจของเราเรื่องพระเจ้า เราเห็นแจ่มแจ้งและชัดเจนว่าพระเจ้ากับความหลอกลวงเป็นสิ่งขัดแย้งชนิดอยู่รวมกันไม่ได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้น พระเจ้าต้องไม่หลอกลวงเรา (ขอให้ผู้อ่านคิดดูเองว่า การพิสูจน์แบบนี้เป็นการพิสูจน์เป็นวงจรหรือไม่ ถ้าไม่เข้าใจว่าการพิสูจน์เป็นวงจรเป็นอย่างไรก็ขอให้ศึกษาดูได้จากตำราตรรกวิทยาตอนว่าด้วยเหตุผลวิบัติ ดู circular proof)

7) หาความจริงเป็นอื่น ๆ ต่อไป โดยใช้สิ่งที่เห็นจริงแล้ว และทฤษฎีที่พิสูจน์แล้ว พิสูจน์ทฤษฎีใหม่เรื่อยไปทีละขั้น ๆ เช่นเดียวกับเรขาคณิต แต่เดการ์ตไม่พิสูจน์ต่อให้ดู เพียงแต่แนะแนวและให้ความคิดทิ้งไว้เพียงแค่นี้ สเพอโนว์เสอ (Spinoza 1632-1677 ชาวฮอลแลนด์เชื้อชาติยิว จะนำเอาวิธีการนี้ไปใช้เขียนเป็นหนังสือเล่มพองามเกี่ยวกับปรัชญาตามวิธีเรขาคณิต ชื่อหนังสือว่า Ethics Demonstrated According to the Geometrical Order (จริยศาสตร์พิสูจน์ตามแบบเรขาคณิต) สเพอโนว์เสอเอาแต่วิธีของเดการ์ต ไม่เอาเนื้อหา จึงคิดปฐมบทขึ้นเองโดยหวังว่าจะใช้พิสูจน์ได้แนบเนียนดีกว่าเดการ์ต

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s