Dark Age

Dark Age ยุคมืด

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ระยะมืดนั่นมืดจริงๆ เพียงประมาณ 1 ศตวรรษ คือระหว่าง ค.ศ. 650-750 ในช่วงระยะเวลาดังกล่าวเหตุการณ์สับสนมาก อนารยชนกลุ่มต่างๆ ยกพวกปล้นสะดมในมหาอาณาจักรโรมัน ราวกับนักเลงโตเดินวางก้ามในถิ่นที่ไม่มีผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ คนดีทั้งหลายพากันหลบหลีกจนตัวลีบก็ยังไม่วายถูกคุกคามและถูกรังแกอย่างไร้ที่พึ่ง ช่วยระยะเวลาดังกล่าวจะว่าสั้นก็สั้นเมื่อเปรียบกับอายุของประวัติศาสตร์มนุษยชาติ หรือแม้แต่เมื่อเปรียบกับอายุของมหาอาณาจักรโรมัน จะว่ายาวก็ยาวเมื่อเปรียบกับอายุของมนุษย์แต่ละคน เพราะกินเวลาเกินชั่วอายุของคนส่วนมากหมายความว่าผู้ที่เกิดในช่วยปลายศตวรรษที่ 7 จะใช้ชีวิตในความมืดทางปัญญาจนตลอดชีวิต หากจะได้เห็นแสงสว่างเรืองไรขึ้นบ้างในวัยชราก็คงหาประโยชน์อะไรมิได้

ระยะมืด 100 ปี ดังกล่าวนี้แหละที่ทำให้ผู้ชอบรีบสรุปบางคนสรุปอยางง่ายๆ เสียเลยว่า ยุคกลางเป็นยุคแห่งความมืดทางปัญญา ซึ่งผู้ที่ได้ศึกษาประวัติปรัชญาด้วยใจเที่ยงธรรมแล้วก็เห็นว่าหาเป็นความจริงไม่ เพราะเมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนพอสมควร แล้วจะเห็นได้ว่า ระยะมืดจริงนั้นคือช่วงเวลาระหว่าง ค.ศ. 650-750 เท่านั้น ช่วง ค.ศ. 550-650 นับได้ว่าเป็ฯเวลาโพล้เพล้ และช่วง ค.ศ. 750-800 นับได้ว่าเป็นรุ่งอรุณแห่งศักราชใหม่ เพราะระหว่างนั้นเอง อนารยชนเริ่มตั้งหลักแหล่ง และเริ่มปรับปรุงตัวเอง

ถ้ามองด้วยใจเที่ยงธรรม จะเห็นว่า ยุคมืดในยุโรปมิได้มืดมิดอย่างที่บางคนคิด แต่ทว่ายังมีการต่อสู้ระหว่างความสว่างกับความมืด ความสว่างจึงยังเหลือเชื้อไว้ลุกไหม้ต่อไปเมื่อคาวมมืดผ่านพ้นไปแล้ว นั่นคือ ในช่วงระยะมืดนี้เอง ผู้คนมิได้โง่เขาป่าเถื่อนถึงกับตั้งหน้าเผาตำราทิ้งกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน หรือถึงกับห้ามการศึกษากันอย่างเป็นทางการ แต่ยังมีการถกเถียงปัญหากันอย่างกว้างขวาง ความใจแคบและความรุนแรงเป็นผลของความเสื่อมโทรมทางจิตใจ

นักปราชญ์ในระยะนี้ชอบคิดเรื่องหยุมหยิม ชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ และชอบเล่นคำยิ่งกว่าขบคิด เหล่านี้เป็นผลของสิ่งแวดล้อม ที่ไม่เอื้ออำนวยบรรยากาศที่สงบราบคาบเพียงพอให้ใจได้คิดอย่างลึกซึ้ง นักปราชญ์เหล่านั้นเป็นผลิตผลของกาลเวลา เราจะดูถูกท่านนักก็ไม่ควร แต่ควรจะโทษสภาพแวดล้อมมากกว่า และสภาพแวดล้อมก็เป็นมนุษย์อีกกลุ่มหนึ่งสร้างไว้ เราจึงควรมองนักปราชญ์เหล่านั้นด้วยความเห็นใจ และเทิดทูนความดีของท่านตามที่ท่านได้ทำไว้ อย่างน้อยก็เป็นผู้รักษาเชื้อแห่งการแสวงหาความรู้ความเข้าใจไว้ตลอดเวลาที่รัตติกาลควานคืบเข้าปกคลุม

การศึกษาปรัชญาของระยะนี้ แม้ผู้ศึกษาจะไม่ได้ความคิดอะไรใหม่เกี่ยวกับปรัชญาโดยตรง แต่ก็ช่วยให้เห็นตัวอย่างของสภาพเสื่อมโทรมของปรัชญาว่าเป็นอย่างไร มีสาเหตุมาจากอะไรจะได้ช่วยกันหาทางป้องกันอย่าให้ประวัติศาสตร์ที่ไม่พึงปรารถนาซ้ำรอยโดยไม่จำเป็น การเลือกศึกษาเฉพาะปรัชญาที่รุ่งโรจน์เท่านั้นไม่อาจจะเข้าใจสภาพของปรัชญาอยางบูรณาการ ผู้หวังจะเข้าถึง “ใจ” ของปรัชญาอย่างแท้จริง จะต้องรู้ทั้งส่วนที่รุ่งโรจน์และส่วนที่เสื่อมโทรม อย่างน้อยก็ขั้นโครงสร้างหรือ “แก่น”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s