Cusa on Learned Ignorance

Cusa on Learned Ignorance คิวเสอกับความโง่อันปราดเปรื่อง

ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

แม้พระเป็นเจ้ากับโลกจะมีความสัมพันธ์กัน แต่ก็ต่างกันอย่างตรงข้าม ความรู้เกี่ยวกับโลกนำไปสู่ความรู้พระเป็นเจ้าก็จริง แต่ก็รู้โลกเท่านั้นยังไม่นับว่ารู้พระเป็นเจ้า และเราไม่อาจจะรู้จักพระเป็นเจ้าได้โดยการเปรียบเทียบหรือคำนวณตามอัตราส่วนหรือใช้เหตุผลโดยมีโลกเป็นข้ออ้าง จุดเริ่มต้นของความรู้เรื่องพระเป็นเจ้าก็คือปฏิทรรศน์คณิตศาสตร์เต็มไปด้วยปฏิทรรศน์ ดังนั้น คณิตศาสตร์จึงเป็นวิชาที่นำไปสู่ความรู้เรื่องพระเป็นเจ้าได้ดีที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ส่วนที่เป็นปฏิทรรศน์ซึ่งนักคณิตสาสตร์หาคำตอบไม่ได้นั่นแหละ หากนำไปใช้เป็นวิถีสู่ศรัทธาก็จะกลายเป็นความโง่อันปราดเปรื่อง (the learned ignorance)

เคยมีผู้กล่าวในเชิงล้อเลียนสำนวนว่า “พระเป็นเจ้าคือ อวิชชา” นีเคอเลิสคงจะตอบว่า “ถูกแล้ว” แต่เป็นอวิชชาที่ปราดเปรื่อง” นั่นคือเป็นอวิชชาในความหมายว่า เราไม่อาจจะอธิบายกันด้วยวิถีทางของวิชาการธรรมดาหรือด้วยภาษาธรรมดา ผู้ที่มีอวิชชาเช่นนี้จึงต้องนับว่าเป็นผู้รู้ที่ยอดเยี่ยม ผู้เขียนคิดว่าปัญหาดังกล่าวอยู่ที่การเล่นคำกันเท่านั้น หากแยกระดับเป็นภาษาคนหับภาษาธรรมเสียก็จะชัดเจน
นีเคอเลิสชอบพูดเป็นปริศนา เช่นว่า “สิ่งขัดแย้งมิได้ขัดแย้งกันจริง” (coincidence of opposites) และอธิบายว่า สิ่งที่เราเห็นว่าขัดแย้งกันในประสบการณ์ของเรานั้น ล้วนแต่มีบ่อเกิดมาจากพระเป็นเจ้าทั้งสิ้น เช่น สีเขียวกับสีขาว มีส่วนมาจากความงมงายของพระเป็นเจ้าในแง่ต่างกัน ความดีกับความ ก็เพียงแต่มีความดีในระดับต่ำเท่านั้นเอง จึงเป็นอันว่าความขัดแย้งปรากฏในระดับผิวพื้นเท่านั้น ในระดับลึกแล้วหามีอะไรขัดแย้งกันไม่ แก่นแท้ของสิ่งทั้งปวงคือความกลมกลืนและเอกภพ

ผู้ที่คิดว่าตนรู้จักพระเป็นเจ้า เขาย่อมไม่รู้จักพระองค์ เพราะเขารู้ผิดๆทั้งสิ้น เขาเป็นคนโง่จริงๆ และไม่รู้ด้วยว่าตนโง่เสียด้วย ส่วนผู้ที่คิดว่าตนไม่รู้จักพระเป็นเจ้า นั่นแหละเป็นผู้รู้จักพระเป็นเจ้าอย่างถูกต้อง เพราะเขาย่อมเข้าใจว่าเกี่ยวกับพระเป็นเจ้านั้นจะพูดว่า พระองค์เป็นอะไรก็ผิดพลาดทั้งสิ้น เช่น จะบอกว่าพระองค์มีสีขาวก็ย่อมหมายความว่าสีอื่นมิได้มีบ่อเกิดมาจากพระเป็นเจ้าและไม่มีจริง ย่อมจะผิดข้อเท็จจริง หากจะบอกว่าพระเป็นเจ้าไม่ทรงมีสีขาว ก็ต้องสรุปว่าสิ่งขาวทั้งหลายไม่มีจริง ย่อมไม่ตรงกับข้อเท็จจริงอีก จะว่าพระองค์ทรงมีทุกสี ก้ย่อมจะขัดกับเอกภาพของพระองค์ จะว่าพระองค์ไม่ทรงมีสีเลย ก็เท่ากับปฏิเสธสีทุกสีในเอกภพ นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ คำขยายอื่นๆ ที่จะนำมาอธิบายถึงพระองค์ย่อมจะอยู่ในลักษณะนี้ทั้งสิ้น ทางเดียวที่จะพูดถึงพระองค์ได้ก็คือทางปฏิเสธ แม้จะกล่าวด้วยวิถีเทิดทูนให้เด่น (preeminent) ก็เท่ากับปฏิเสธนั่นเอง เช่น พระเป็นเจ้าทรงเป็นพระปรีชาญาณพิเศษ อาจจะหมายความว่าทรงมีพระปรีชาญาณไม่เหมือนมนุษย์นั่นเอง

การรู้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เพียงว่าไม่ใช่อย่างนั้นไม่ใช่อย่างนี้ ยังไม่เรียกว่ารู้ตามมาตรฐานปกติของมนุษย์ ดังนั้น ผู้ที่รู้เพียงแต่พระเป็นเจ้าไม่ใช่อย่างนั้นไม่ใช่อย่างนี้ จึงเรียกว่ามีอวิชชาตามมาตรฐานปกติของมนุษย์ แต่ทว่าในระดับปรมัตถ์สัจนับว่าเป็นความรู้ที่ถูกต้อง แสดงว่าผู้นั้นรู้จริงและรู้ว่าจะอธิบายในเชิงปฏอฐานไม่ได้ ขืนอธิบายในเชิงปฏิฐานก็รังแต่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด บุคคลเช่นนี้เป็นผู้มีอวิชชาที่ปราดเปรื่องและอวิชชาอย่างนี้แหละคือจุดเริ่มต้นของเทววิทยาที่ถูกต้อง นีคอเลิสจึงสรุปเป็นนัยว่าคำสอนของเอกเคิร์ทถูกประณามว่านอกรีตก็เพราะความเข้าใจผิดของผู้ประณาม

ในคณิตศาสตร์ เรามีมโนภาพที่ขัดแย้งกันมากมาย เช่น เส้นไม่ใช่วงกลม วงกลมไม่ใช่สามเหลี่ยม สามเหลี่ยมไม่ใช่สี่เหลี่ยม ฯลฯ ลองนึกถึงวงกลม แล้วขยายให้วงกว้างออกไปเรื่อยๆ จนถึงอนันต์ เส้นรอบวงจะกลายเป็นเส้นที่ยาวอย่างไม่จำกัด ในทำนองเดียวกัน รูปสามเหลี่ยมที่เราขยายให้กว้างออกไปเรื่อยๆ จนถึงอนันต์ สามด้านของรูปสามเหลี่ยมจะกลายเป็นเส้นเดียวที่ยาวอย่างไม่จำกัด และในสภาพอนันต์เช่นนี้ เส้น วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ฯลฯ ย่อมเป็นความไม่มีขอบเขตเดียวกัน เรียกว่า ปริมาณอนันต์
ในอภิปรัชญาเรามีภูจริง (ล.ต.esse) กับภูก็เป็นไปได้ (ล.ต.posse) หากเราขยายทั้งสองภู ออกไปจนถึงอนันต์ ภูจริงและภูเป็นไปได้จะเป็นความสมบูรณ์เดียวกัน คือ เป็นภูจริงที่เป็นไปได้อนันต์ (ล.ต. infinitum posse)

ถ้าเราพิจารณาสิ่งขัดแย้งอื่นๆ ที่เราพบเห็นในวิชาการด้านอื่นๆ ต่อไป จะพบว่าสิ่งขัดแย้งเหล่านั้นจะไปรวมเป็นความสมบูรณ์อันเดียวกันในอนันตภาพ และในอนัตภาพนั้นเอง ความสมบูรณ์ในแง่ต่างๆจะรวมกันเป็นความสมบูรณ์เดียวกัน กล่าวคือ ปริมาณอนันต์ ภูจริงเป็นไปได้อนันต์ ฯลฯ จะเป็นความสมบูรณ์อนันต์อันเดียวกันซึ่งจะเป็นและไม่เป็นปริมาณอนันต์ เป็นและไม่เป็นภูจริง เป็นไปได้อนันต์ ฯลฯ นั่นเราเข้าถึงความรู้เกี่ยวกับพระเป็นเจ้าแล้ว ซึ่งเมื่อเข้าถึงจุดนั้นจะพูดว่าเป็นอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น พูดกันก็ขัดแย้งกันในตัว ไม่พูดก็เป็นความไม่รู้ จึงต้องเรียกว่าอวิชชาที่ปราดเปรื่องดังได้กล่าวมาข้างต้น

ในพระเป็นเจ้า การรวบ (construction) และการกระจาย (explication) เป็นอันเดียวกัน นี่ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการที่สิ่งขัดแย้งมิได้ขัดแย้งกันจริง ความหมายก็คือว่า พระเป็นเจ้าทรงรวมความสมบูรณ์ทุกอย่างไว้ในพระองค์ทั้งหมด และในขณะเดียวกัน พระองค์ก็กระจายความสมบูรณ์ให้ทุกสิ่งมีส่วนในความสมบูรณ์ของพระองค์ สำหรับพระองค์การรวบกับการกระจายเป็นความสมบูรณ์เดียวกัน ต่างกันเพียงในแง่พิจารณาของมนุษย์ และกลายเป็นสิ่งขัดแย้งในความเข้าใจของมนุษย์ มนุษย์จึงกล่าวได้อย่างไม่ผิดว่า “พระเป็นเจ้าทรงอยู่ในทุกสิ่ง” และ “ทุกสิ่งอยู่ในพระเจ้า” ทั้งๆที่ดูเหมือนว่าขัดแย้งกัน ความขัดแย้งทั้งหลายจึงมีเพียงใดในความเข้าใจของมนุษย์ มิได้มีจริงเป็นปรนัย ความเข้าใจในสิ่งสากลนั่นแหละเป็นบ่อเกิดสำคัญของความขัดแย้ง สิ่งสากลมิได้มีจริงเป็นปรนัย ไม่ว่าในวัตถุหรือในพระปัญญาของพระเป็นเจ้า สิ่ง สากลเป็นเพียงมโนภาพ (concept) ของมนุษย์เท่านั้น จึงนับว่านีเคอเลิสถือลัทธิมโนภาพนิยม(conceptualism) ในปัญหาเรื่องสิ่งสากล

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s