conscience

conscience มโนธรรม

ผู้แต่ง : วราภรณ์ พงศ์ธรพิสุทธิ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

มโนธรรม ( Conscience ) คือ ความสำนึกดีชั่ว ( ชั่วน้อยเรียกว่าเลว ) อาจจะสำนึกในขณะที่จะต้องตัดสินใจเลือกวิถีทางประพฤติเฉพาะหน้า หรืออาจจะสำนึกในอดีตแต่ยังมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกวิถีทางประพฤติเฉพาะหน้าก็ได้ เช่น นาย ก เห็นเด็กตกน้ำ นาย ก สำนึกได้ว่าการยอมเปียกและผิดนัดเพื่อช่วยชีวิตเด็กเป็นความประพฤติดี นาย ก จึงกระโดดลงไปช่วยเด็กคนนั้นให้พ้นจากการจมน้ำตายถือได้ว่า นาย ก ประพฤติดี แต่ถ้านาย ก เคยสละธุระส่วนตัวเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นที่มีความเดือดร้อนเป็นอาจิณ นาย ก อาจจะกระโดดไปช่วยเด็กจมน้ำคนนั้นทันทีที่เห็นโดยไม่มีการตัดสินใจเฉพาะหน้าแต่ประการใดเลยจะเรียกว่าทำโดยอัตโนมัติก็ได้ เช่นนี้ถือได้ว่า นาย ก มีความประพฤติดีด้วยโดยมีความประพฤติดังนี้ มีผลจากการได้เคยติดสินใจเลือกวิถีทางประพฤติจนเคยชินความประพฤติจนเคยชินเรียกว่า คุณธรรม ( Virtue ) ตรงข้ามกับกิเลส ( Vice ) ซึ่งเป็นความประพฤติชั่วจนเคยชิน ถือกันว่าความประพฤติที่เคยชินจนเป็นคุณธรรมแล้วย่อมประเสริฐมากกว่าความประพฤติที่ตัดสินใจทำเป็นครั้ง ๆ

หากจะถามว่ามโนธรรมสำนึกอะไรบ้าง ก็จะวิเคราะห์ออกได้เป็น 2 องค์ประกอบ คือ เป้าหมายเฉพาะกิจ ( particular end ) กับวิถี ( means ) เพื่อบรรลุเป้าหมายเฉพาะกิจ เป้าหมายเฉพาะกิจระดับหนึ่งจะเป็นวิถีสู่เป้าหมายเฉพาะกิจที่สูงขึ้นไปจนกว่าจะถึงเป้าหมายสูงสุดของแต่ละบุคคล จึงเห็นได้ว่าเป้าหมายเฉพาะกิจอาจเรียกว่าเป็นวิถีได้ด้วย มีแต่เป้าหมายสูงสุดเท่านั้นที่ไม่เป็นวิถีสู่อะไรอีกแล้วจึงได้ชื่อว่าสูงสุด ซึ่งได้มาจากศาสนาและ/หรือปรัชญาที่แต่ละคนมีศรัทธาอยู่ มโนธรรมควรจะสำนึกว่าวิถีทั้งหลายจะต้องมุ่งสู่เป้าหมายสูงสุดของชีวิต แต่ตามปกติความเคยชินส่วนตัวและมาตรการของสังคมที่ยอมรับ จะเป็นความสำนึกเฉพาะกิจของมโนธรรมเสียเป็นส่วนมาก

ได้กล่าวมาข้างต้นว่า มโนธรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญอันขาดมิได้ เพราะเป็นองค์ประกอบที่ทำให้พฤติกรรมกลายเป็นความประพฤติ รู้ว่าอะไรดีอะไรชั่ว อันเป็นเงื่อนไขที่เปิดโอกาสให้มนุษย์ได้ตัดสินใจด้วยเจตจำนงเสรี ( Free will) เฉพาะตัวว่า จะทำดีหรือทำชั่วในเมื่อมีสิทธิเลือกตัดสินใจ ความรับผิดชอบต่อการเลือกของตนก็ตามมาเป็นของคู่กันและนี่คือ ศักดิ์ศรีและความยิ่งใหญ่ของมนุษย์หรือสัตว์โลกทั้งหลาย คือมีความสามารถเลือกและรับผิดชอบทำให้ความดีมีค่าสมควรยกย่อง และความชั่วทำให้เสื่อมเสีย สมควรประณามว่ากล่าว

concious

ดังนั้น จึงควรวิเคราะห์กันให้ถ่องแท้สักหน่อยถึงความตื้นลึกหนาบางของมโนธรรมเพื่อให้ตระหนักในคุณค่าของคุณธรรม และมีกำลังใจที่จะมุ่งมั่นทำดีหนีชั่วจนเป็นคุณธรรมดังกลไกมโนธรรมต่อไปนี้

มนุษย์เรามีส่วนเหมือนสัตว์เดียรัจฉานทั้งหลายตรงที่ว่า ทำอะไรมีเป้าหมายที่มาจากสัญชาตญาณ คือไม่ได้คิดเอง แต่ธรรมชาติผลักดันให้ทำเพราะมีเป้าหมายตามสัญชาตญาณ เพื่อเอาตัวรอดและการดำรงอยู่ของมนุษยชาติ เช่น การกิน อยู่ หลับนอน สืบเชื้อสาย เป็นต้น นอกเหนือไปจากนั้นมนุษย์ยังมีเป้าหมายจากปัญหาของตนเองที่เข้าใจตนเองซึ่งจะแตกต่างกันไปตามบุคคล เมื่อมนุษย์รู้เป้าหมายแล้วไม่ว่าจะมาจากสัญชาตญาณหรือจากใจของตนเอง มนุษย์เรามีเสรีภาพตัดสินใจเลือกว่าจะเดินตามหรือไม่ก็ได้ ซึ่งสัตว์เดียรัจฉานไม่สามาระกระทำได้ ความสำนึกอย่างนี้เรียกว่ามโนธรรม

ตัวอย่างเช่น การศึกษา

นักศึกษามานั่งในห้องบรรยายเพราะสัญชาตญาณผลักดันให้มาใช่ไหม เพราะสนุกและให้ความพอใจมากที่สุดจึงพากันมานั่งในห้องเรียนใช่ไหม ถ้าไม่ใช่ขอให้คิดดูว่ามาห้องเรียนเพื่ออะไร เพื่อสอบผ่านใช่ไหม ถ้าเช่นนั้นการสอบผ่านก็เป็นเป้าหมาย (End) ของการมานั่งในห้องเรียนและการนั่งในห้องเรียนก็คือวิถี (means) ไปสู่เป้าหมายของมัน ถามต่อไปว่าจะสอบผ่านไปทำไม ยังตอบได้ว่าเพื่อได้หน่วยกิต ดังนั้นการสอบผ่านจึงเป็นเพียงเป้าหมายเฉพาะกิจ นั่นคือเป็นเป้าหมายของวิถีที่ต่ำกว่า และในขณะเดียวกันก็เป็นวิถีสู่เป้าหมายที่สูงกว่า ถามต่อไปได้ว่าได้หน่วยกิตเพื่ออะไร เพื่อได้ปริญญา เพื่อได้งานทำดี ๆ เพ่อได้เงินมาก ๆ เพื่อหาความสะดวกสบายในชีวิต เหล่านี้ล้วนเป็นเป้าหมายเฉพาะกิจทั้งสิ้น

ครั้นถามว่าอยากได้ความสะดวกสบายในชีวิตไปทำไม บางคนตอบต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะนั่นเป็นเป้าหมายสุดท้ายของเขา ( Final, end) แต่บางคนยังตอบต่อไปได้ เช่น เพื่อมีโอกาสปฏิบัติศาสนกิจ เพื่อบรรลุสวรรค์หรือนิพพาน (ตามความเชื่อของแต่ละศาสนา) ถ้าจะถามต่อไปว่าอยากไปสวรรค์หรือนิพพานเพื่ออะไร ก็จะตอบต่อไปไม่ได้แล้ว มันเป็นเป้าหมายสุดท้ายของผู้มีศาสนาในใจ

จึงเห็นได้ว่าเป้าหมายสุดท้ายของคนเราไม่เหมือนกัน บางคนก็จบลงแค่ความสะดวกสบายในโลกนี้ อยากกินอะไรได้กิน อยากทำอะไรได้ทำ อยากเที่ยวที่ไหนได้เที่ยว นอกจากนั้นไม่สนใจ เรากำหนดคนประเภทนี้ว่าในใจห้องขวาของเรามีอภิปรัชญาแบบสสารนิยม ( Materialism) หรือธรรมชาตินิยม (naturalism) นั่นคือไม่เชื่อว่ามีชีวิตเหนือธรรมชาติ หรือชีวิตหลังความตาย

ธรรมชาตินิยมต่างกับสสารนิยมตรงที่เชื่อว่ามีจิตซึ่งเป็นองค์ประกอบของมนุษย์สัตว์และพืช แต่จิตไม่ใช่วิญญาณอมตะ จิตแบบนี้จะสลายตัวไปพร้อมกับความตาย ส่วนสสารนิยมเชื่อว่าจิตไม่มีที่เรียกว่าจิตนั้น คือ พลังของสสารซึ่งผู้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ทึกทักเอาว่าเป็นจิตหรือวิญญาณ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s