Clement of Alexandria

Clement of Alexandria เคลเมินท์แห่งเอเลิกแซนเดรีย

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

ปัญหาเคลเมินท์แห่งเอลิกแซนเดรีย (Clement of Alexandria) 150?-215) เป็นชาวกรีก นับถือศาสนาดั้งเดิมของบรรพบุรุษ ชอบคิดและค้นคว้าหาความจริง จึงเดินทางหาความรู้ในอิตาลี ซีเรีย ปาเลสไตน์ อียิปต์ เพื่อแสวงหาความจริง ในที่สุดกลับมาบ้านเกิดเข้าเรียนปรัชญาในสำนักปรัชญาคริสต์ของแพนทีเนิส สมัครใจนับถือศาสนาคริสต์ ได้เป็นอาจารย์และได้เป็นผู้อำนวยการคนที่สองต่อจากแพนทีเนิส ปัญหาแกนของเคลมินท์ก็คือ ทำอย่างไรจึงจะสามารถจูงใจชาวกรีกให้สนใจรับนับถือคริสตศาสนา คำตอบก็คือต้องอธิบายศาสนาคริสต์ให้เข้ากันได้กับปรัชญากรีกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปรัชญาลัทธิเพลโทว์ใหม่ ซึ่งกำลังนิยมกันอยู่ในขณะนั้น งานนิพนธ์ของเคลมินท์ไม่มุ่งตอบโต้ข้อกล่าวหาเหมือนปิตาจารย์ระยะปกรณ์ แต่มุ่งอธิบายคริสตศาสนาให้เป็นที่ยอมรับได้สำหรับชาวกรีก และในเวลาเดียวกันก็ต้องพยายามชี้แจงให้ชาวคริสต์ยอมรับเอาปรัชญากรีกเข้ามาใช้ในศาสนาของตนด้วย

ปรัชญา ชาวคริสต์บางคนกลัวว่า ปรัชญานอกคัมภีร์ไบเบิลอาจจะมาจากปิศาจก็ได้ เป็นกลลวงเพื่อหันเหความสนใจจากพระเป็นเจ้า เคลมินท์ชี้แจงว่าถ้าปิศาจพูดความจริงเราก็ควรรับฟัง เพราะพระเป็นเจ้าทรงเป็นองค์ความจริง หากปิศาจพูดความจริง ปิศาจก็ย่อมพูดในนามของพระเป็นเจ้านั่นเอง จำเป็นต้องรู้ปรัชญาด้วยหรือจึงจะเอาตัวรอดไปสวรรค์ได้ ไม่จำเป็นถึงขั้นนั้น แต่การรู้ปรัชญาจะช่วยให้เข้าใจศาสนาได้ดีขึ้น เพราะพระเป็นเจ้าประทานปรัชญาไว้ให้เตรียมจิตใจสำหรับเข้าใจวิวรณ์ริสตชนจึงมีหน้าที่ขวนขวายรู้คำสอนของศาสนาให้ดีที่สุด ปรัชญาทุกระบบดีเท่ากันหมดหรือไม่ หามิได้ แต่ทว่าความจริงมีกระจัดกระจายอยู่ในทุกระบบ จึงควรสนใจให้กว้างขวางที่สุด แล้วเลือกเอาความจริงจากทุกระบบที่รู้ อย่างไรก็ตาม เคลมินท์คิดว่าปรัชญาของเพลโทว์น่าจะมีความจริงบรรจุอยู่มากกว่าลัทธิอื่น คริสตชนจึงควรสนใจมากเป็นพิเศษ ผู้สามารถเป็นพิเศษพึงใช้เหตุผลสร้างเทววิทยาขึ้นให้เป็นระบบ แม้ว่าเหตุผลจะให้ความรู้เรื่องพระเป็นเจ้าได้ในแง่ปฏิเสธเท่านั้นก็ตาม เหตุผลมีหน้าที่รับใช้วิวรณ์จะขัดแย้งหรือโต้แย้งวิวรณ์ไม่ได้เป็นอันขาด “ฉันเข้าใจเพื่อจะเชื่อ” เป็นหลักการของเคลมินท์

พระเป็นเจ้า พระเป็นเจ้าคือพระวจนะผู้ทรงเป็นครูของทุกคน พระองค์ทรงสอนคนทุกเพศทุกวัยและทุกชั้นวรรณะตามอัตภาพของแต่ละบุคคล พระองค์ทรงดลใจแนะนำทุกแง่ทุกมุมของชีวิต ทั้งศีลธรรมและมารยาท รวมทั้งการกิน การดื่ม การรับรองแขก การจัดบ้าน การแต่งตัว มนุษยสัมพันธ์ การออกกำลังกาย การอาบน้ำ การจัดทรัพย์สิน การใช้ของฟุ่มเฟือย การชมมหรสพ ความสัมพันธ์ระหว่างเพศ ฯลฯ รวมความว่า ทุกคนมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับพระวจนะหรือพระเป็นเจ้าอยู่ตลอดเวลาแล้ว หากแต่ไม่สู้จะได้คิดกันเท่านั้น หากรับฟังและปฏิบัติตามการดลใจก็จะได้รับผลดีในการดำรงชีพเป็นการตอบสนอง เคลเมินท์ต้องการชี้ให้ผู้ที่ยังไม่นับถือศาสนาเห็นว่า การนับถือพระเป็นเจ้านั้นไม่ยากเลย เพราะโดยปกติก็นับถือพระองค์อยู่แล้วอย่างไม่เป็นทางการ การเปลี่ยนสภาพจากการนับถืออย่างไม่เป็นทางการมานับถืออย่างเป็นทางการจึงอยู่ที่การตัดสินใจของแต่ละบุคคลเท่านั้น

ปรัชญาจริยะ เคลเมินท์ไม่เห็นด้วยกับการถือศีลธรรมเคร่งครัดอย่างเลยเถิดของ
ลัทธิเมินเทเนิสและโดยเฉพาะอย่างยิ่งของลัทธิวิมตินิยม แต่ก็ไม่ส่งเสริมการปล่อยตัวตามอบายมุขทุกอย่าง แล้วคอยให้พระเป็นเจ้าดึงเข้าสวรรค์ เคลเมินท์กำหนดให้เดินสายกลาง คือไม่เรียกร้องให้สละการมีครอบครัว แต่แนะนำให้ทำความสุขในขอบเขตอันดีงาม ไม่แนะนำให้นำทรัพย์สินออกมาทำบุญให้ทานจนหมด แต่แนะนำให้รู้จักใช้ตามความจำเป็นและแบ่งทำบุญให้ทานตามอัตภาพ ไม่แนะนำให้หนีสังคมแต่แนะนำให้ช่วยกันสร้างสังคมที่อยู่ร่วมกันได้โดยสันติ เคลเมินท์ถือว่า กรรมสิทธิ์มิได้ทำให้คนดีหรือเลว แต่ทว่าท่าทีที่มีต่อกรรมสิทธิ์ต่างหากที่ทำให้คนดีหรือเลวการทำให้จิตใจสงบไร้กังวลตามคำสอนของลัทธิสทาอิกนั้น เคลเมินท์เห็นว่าน่าสนับสนุนอย่างยิ่ง เพราะเป็นวิถีทางที่จะช่วยให้มีความรักต่อพระเป็นเจ้าได้อย่างสมบูรณ์ ผู้ที่หยุดอยู่ครึ่งทางถือว่ายังไม่บรรลุเป้าหมาย ต้องมีความรักแท้ต่อพระเป็นเจ้าด้วยจึงจะสมบูรณ์
ผู้ที่รักพระเป็นเจ้าอย่างแท้จริงและถูกต้องพึงปฏิบัติ 4 ประการ คือ

1) อธิษฐานและยอมรับสภาพทุกย่างในชีวิต

2) ศึกษาให้เข้าใจพระเป็นเจ้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป

3) ปฏิบัติตามพระบัญญัติด้วยความรัก ไม่ใช่เพราะความกลัว

4) เมตตาต่อมนุษย์โดยไม่จำกัดเชื้อชาติและศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อผู้ที่ด้อยกว่าตนไม่ว่าในทางใด

เคลมินท์เปิดศักราชแห่งปรัชญาคริสต์อย่างแท้จริงเพราะเริ่มอธิบายศาสนาคริสต์ด้วยปรัชญาอย่างจริงจังและทำด้วยความมั่นใจ ก่อนหน้านี้เคยมีผู้วางแนวทางไว้บ้าง เช่น เซนต์จอห์น เจอสทีน และผู้เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมกรีกและละตินทั้งหลาย แต่ก็ยังไม่มีใครคิดอย่างเป็นล่ำเป็นสัน อาจจะยังไม่มั่นใจนักว่าจะเป็นไปได้และมีประโยชน์ และอาจจะยังไม่มีอะไรกระตุ้นให้ทำขึ้นอย่างเป็นล่ำเป็นสันก็ได้ เพราะปัญหาก่อนหน้านี้เป็นปัญหาเพื่อความอยู่รอด จำต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเสียก่อน ในระยะของเคลเมินท์ แม้ว่ารคริสต์ศาสนาจะยังเป็นศาสนาต้องห้ามตามกฎหมายอยู่ แต่สำนักปรัชญาคริสต์ก็ตั้งได้อย่างมั่นคงขนาดเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของทุกสำนัก แสดงว่าคริสตจักรมีสมาชิกมากพอและมีฐานะดีพอที่จะทำการใหญ่ได้อย่างสบายใจพอสมควร งานของเคลเมินท์จึงถือได้ว่าเป็นการแสดงออกของความมั่นใจและความกล้าก้าวหน้าต่อไปของคริสตชนในระยะนั้น ความก้าวหน้าย่อมจะนำไปสู่ปัญหาใหม่ นี่ก็เป็นกฎธรรมดาของมนุษย์ ผู้รักความก้าวหน้าไม่พึงหวาดหวั่นต่อปัญหาที่จะเกิดขึ้นผู้รักความก้าวหน้าจะต้องรักการเผชิญปัญหาและพอใจในการแก้ปัญหาควบคู่ไปด้วย

เคลเมินท์เป็นผู้เปิดฉากอย่างอาจหาญ อาเรอเกิน (Origen) จะแสดงบทบาทต่อไปอย่างเต็มภาคภูมิ ปรัชญาคริสต์จะเริ่มมีเนื้อหาเป็นระบบขึ้นอย่างแท้จริงกับอาเรอเกินดังเราจะได้เห็นกันต่อไปนี้ เป็นการปูทางให้เซนต์ออเกิสทีนจะโด่งดังสุดยอดแห่งสมัยปิตาจารย์ในไม่ช้า

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s