cause and effect

cause and effect สาเหตุและผล

ผู้แต่ง : สุดารัตน์ น้อยแรม
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

สาเหตุเป็นสิ่งที่มาก่อนผล และเป็นปัจจัยให้เกิดผล
ผลเป็นสิ่งที่เกิดมาจากสาเหตุ มาหลังสาเหตุและเกิดขึ้นตามสาเหตุ

สาเหตุ – ผล เป็นชื่อของสภาวธรรมและสัจธรรม หรืออาจเรียกว่า เป็นตัวธรรมชาติและกฎธรรมชาติ หรือหลักธรรมชาติ บทบาทธรรมชาติและผลของธรรมชาติ ซึ่งมีปรากฏอยู่ทั่วไปทั้งที่ตัวมนุษย์และสิ่งรอบ ๆ ตัวมนุษย์ สาเหตุกับผลมีความสัมพันธ์กันในลักษณะอาศัยกันเกิดขึ้น คือ ผลอาศัยสาเหตุจึงบังเกิดขึ้น ในขณะเดียวกันตัวผลนั้นเองก็มีฐานะเป็นสาเหตุก่อผลตัวอื่นตามกันมา เช่น เมื่อมีฝนตก (ซึ่งเป็นสาเหตุให้ฝนตก) ก็ส่งผลให้ดินชุ่มชื้นชุ่มฉ่ำ เหล่าพืชพันธุ์ไม้ทั้งหลายแตกใบแตกหน่อ ออกดอกออกผล โดยผลนั้นจะมีพันธุกรรมของพืชชนิดนั้นในเมล็ด เมื่อเมล็ดพันธุ์ร่วงหล่นลงดินอยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมก็จะเจริญเติบโตเติบใหญ่ต่อไป

มนุษย์ทุกคนก็อยู่ภายใต้กฎนี้และสภาวะแบบเดียวกันนี้คือ มีสาเหตุเกิดและเป็นไปตามปัจจยตา (causality)คือเป็นไปตามกฎธรรมชาติ โดยที่การทำงานของร่างกายและจิตใจ ของมนุษย์ มีการขับเคลื่อนด้วยกฎธรรมชาตินี้ ในส่วนกายอันประกอบด้วยธาตุสี่ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม และไฟ ซึ่งประกอบกันขึ้นมาอย่างถูกส่วนโดยมีอากาศธาตุเป็นตัวกำกับ จากนั้นตัววิญญาณธาตุ คือธาตุรู้ก็เกิดขึ้น ซึ่งเรียกว่าจิตธาตุที่ทำให้สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้ จำได้ รู้สึกได้ คิดได้ เข้าใจได้โดยอาศัยกลไกของร่างกายทั้งหก เป็นตัวรับโลกภายนอกเข้าสู่ภายในกาย – ใจ (จิต) เพื่อหล่อเลี้ยงกายและจิตใจให้ดำรงอยู่และสามารถขับเคลื่อนไปได้ตามสาเหตุปัจจัยที่หนุนนำต่อเนื่องกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่า กายและใจของมนุษย์มีธรรมชาติเป็นแหล่งกำเนิดเป็นผลผลิตของธรรมชาติ โดยธรรมชาติเป็นสาเหตุ ตัวมนุษย์เป็นผล จะเห็นได้ว่าการดำรงอยู่ของมนุษย์จะดำเนินไปภายใต้กฎของธรรมชาติหรือที่เรียกว่า กฎแห่งความเป็นสาเหตุหรือปัจจยตา กาย – ใจ ของมนุษย์นั้นอยู่ได้ด้วยสาเหตุหรือปัจจัยคืออาหารกายและอาหารใจ เมื่อกาย ใจ ได้รับอาหารที่ถูกต้องเหมาะสมตามกฎของธรรมชาติ กาย ใจ ก็จะอยู่ได้และมีการเจริญเติบโต แต่ถ้าได้รับอาหารที่ไม่เหมาะสมเป็นพิษก็อาจจะอับเฉา อ่อนแรงลงจนเป็นอันตรายได้และชีวิตก็อาจดับลงได้ กล่าวคือ หากเกิดเหตุร้ายที่กายใจของมนุษย์ ไม่สามารถรับได้ไหว ผลที่ตามมาก็คือสิ้นชีวิตหรือแตกดับได้ เช่นเดียวกันกับสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ จะเห็นได้ว่าเรื่องของสาเหตุและผลนั้นมีอยู่ทั่วไปที่ตัวมนุษย์ ทั้งที่กายและที่ใจ และภายในกาย – ใจเองก็มีความเป็นสาเหตุเป็นผลต่อกันอยู่ตลอดเวลา ความเป็นสาเหตุและผลจึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากทั้งในตัวของสาเหตุและผลเอง เพราะเป็นเรื่องของธรรมชาติและเป็นกฎของธรรมชาติ รวมทั้งเป็นบทบาท ของธรรมชาติทั้งปวง รวมถึงการกระทำของมนุษย์ทั้งทางกายวาจาและใจ เมื่อกายใจของมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งที่เป็นผลของธรรมชาติย่อมอยู่ภายใต้กฎ บทบาท และผลลัพธ์ของธรรมชาติ ดังนั้น การดำรงอยู่ การขับเคลื่อนไปเพื่อการดำรงอยู่ของมนุษย์ทั้งทางการรับเข้าและการแสดงออกหรือ การกระทำใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นทางกายวาจาและใจก็ต้องให้สอดคล้องกันตามธรรมชาติ อันได้แก่ กฎธรรมชาติ บทบาทของธรรมชาติ และผลของธรรมชาติ จึงจะดำรงอยู่ได้ด้วยดี มีการขับเคลื่อนไปได้ด้วยดี ไม่ติดขัด ไม่อันตราย เกิดเป็นความพอดีพอเพียงและปลอดภัย แต่เนื่องจากมนุษย์ก็มีข้อจำกัดอันเกิดมาจากธาตุ เป็นกายธาตุและจิตธาตุ ซึ่งต้องมาเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ โดยอาศัยธาตุทั้งสองที่มีอยู่ จึงจะรู้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร ใครเป็นใคร จะรับอะไรได้บ้าง จะแสดงออกและตอบโต้ได้อย่างไรบ้าง ซึ่งก็ต้องอาศัย การฝึกฝนตนเองให้รู้ก่อนว่าอะไรดีหรือไม่ดีอย่างไรสำหรับตนเอง แล้วค่อยเลือกรับสิ่งที่ดี สิ่งที่มีคุณกับตนเองโดยจะไม่เลือกรับสิ่งที่ไม่ดีหรือเป็นโทษต่อตนเอง

การฝึกกายใจเพื่อให้ได้รับรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญมากเพราะเมื่อมนุษย์รู้ดีแล้ว ก็จะคิดและทำในสิ่งที่ถูกต้อง ทำได้ดีมีคุณต่อตนเองและเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ความมีเหตุผลตามสาเหตุและผลของกฎธรรมชาติเป็นหลักใหญ่ของสิ่งที่มีอยู่ทุกหนแห่งแม้กระทั่งในตัวมนุษย์เอง หากมนุษย์มิได้มีการฝึกฝนตนให้ได้เรียนรู้ ได้รับรู้ความเป็นสาเหตุและผลอย่างถ่องแท้ มนุษย์ก็มิอาจจะกระทำการให้สอดคล้องตามหลักเหตุผลที่ว่านี้ได้ เมื่อมนุษย์ทำไม่ได้หรือกระทำผิดพลาดในตัวสาเหตุ ก็จะผิดพลาดในตัวผลโดยจำเป็น จึงไม่อาจเป็นไปตามเจตจำนงของผู้กระทำได้หรืออาจจะเป็นไป ตามเจตจำนง แต่ถ้าเจตจำนงไม่ตรงตามกฎธรรมชาติผลก็อาจคลาดเคลื่อนจากผลดีเป็นผลเสียได้ จึงเห็นได้ว่าปัญหาใหญ่ของมนุษย์อยู่ตรงที่ความไม่รู้สาเหตุและผล อะไรเป็นผลอะไรเป็นสาเหตุจึงทำให้คิดไปพูดไปตามความรู้สึกนึกคิด ซึ่งเป็นจุดด้อยของมนุษย์ เมื่อรู้สาเหตุและผลก็จะสามารถคิดทำตามธรรมชาติ เมื่อทำตามธรรมชาติก็จะได้ผลตามการกระทำนั้นๆ

———————————
หมายเหตุ ในภาษาไทยสามัญ คำว่า “เหตุผล” อาจหมายถึง reasoning หรือ cause and effect จึงเป็นคำกำกวม เมื่อใช้ในภาษาปรัชญาจึงมีกำหนดให้ “เหตุและผล” หมายถึง premise and conclusion (ดู reason)ส่วน “สาเหตุและผล” หมายถึง cause and effect ทำให้คำ “ผล” ยังมีความกำกวมอยู่ แต่ก็ไม่มีผลให้เข้าใจผิด เมื่อต้องการความชัดเจนให้ใช้ “ผลของเหตุผล” และ “ผลของความเป็นสาเหตุ”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s