Boethius, Anicius Manlius Severinus

Boethius, Anicius Manlius Severinus เบออีเธียส

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

เบออีเธียส (Anicius Manlius Severinus Boethius 480?-524) เป็นชาวโรมัน เกิดในกรุงโรมจากตระกูลนักการเมืองที่นับถือศาสนาคริสต์ ได้รับการศึกษาอย่างดีทั้งวรรรณคดีกรีกและละติน สนใจปรัชญาเป็นงานอดิเรก ได้เป็นกงสุลในปี ค.ศ. 510 ถูกกษัตริย์ธิอาเดอริก (Theodoric) ชาวอาสเรอโกธหรือโกธตะวันออก (Ostrogoth) สงสัยว่าคิดร้ายต่อพระองค์ ทั้งๆที่ปฏิเสธข้อกล่าวหาก็ยังถูกขังคุกและประหารชีวิตโดยไม่มีการสอบสวน เบออีเธียสสนใจปรัชญาเป็นงานอดิเรกแต่ทว่าจริงจังและจริงใจ แปลงานตรรกวิทยาของเอเริสทาเถิลเป็นภาษาละติน เขียนอรรถกถาหลายเรื่องและแต่งเองหลายเรือ่งโดยพยายามประนีประนอมความคิดของเพลโทว์ เอเริสทาเถิลและลัทธิสทาอิกแบบโรมัน นอกจากนั้นยังพยายามใช้ปรัชญาทั้ง 3 แบบอธิบายคริสตศาสนาโดยเขียนไว้หลายเรื่องเช่นกัน จึงนับว่าเบออีเธียสเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญระหว่างสมัยปิตาจารย์กับอัสสมาจารย์ ระหว่างที่ถูกจำจองในคุกเพื่อรอการประหารยังใช้เวลาเขียนหนังสือปรัชญาอันลือชื่อให้ชื่อว่า On the Consolation of Philosophy (ว่าด้วยการปลอบใจที่ได้จากปรัชญา)

ความสัมพันธ์ระหว่างศรัทธากับเหตุผล เบออีเธียสเป็นคนแรกที่แยกศรัทธากับเหตุผลอย่างชัดเจน โดยชี้แจงและทำตัวอย่างให้เห็นว่า ปัญหาประเด็นเดียวกันอาจจะตอบได้ 2 แบบ คือ ตอบด้วยศรัทธาโดยอ้างประกาศิต เช่น อ้างข้อความจากพระคัมภีร์หรือคำสอนของผู้มีอำนาจชี้ขาด กับตอบโดยหาข้ออ้างมาสนับสนุนตามกฎเกณฑ์ของเหตุผล ในเรื่องเดียวกันอาจจะอ้างได้หลายแนวทางและอาจจะสรุปได้ต่างๆ กัน ผู้มีศรัทธาจึงมีหน้าที่เลือกสรรข้ออ้างที่สรุปได้ตรงหรือไม่ขัดแย้งกับศรัทธา เหตุผลจึงมีหน้าที่รับใช้ศรัทธา นักอัสสมาจารย์นิยมจะกำหนดต่อมาว่า “ปรัชญาเป็นสาวใช้ของเทววิทยา” เหตุผลรับใช้ศรัทธาโดยเรียบเรียงศรัทธาให้เป็นระบบ และข้ออ้างมาสนับสนุนให้น่าเชื่อมั่นคงในระดับตามธรรมชาติให้มากขึ้น เบออีเธียสพิสูจน์ปัญหาใดด้วยศรัทาแล้วก็มักจะพิสูจน์ด้วยเหตนุผลไว้ด้วย เช่น พิสูจน์การมีอยู่ของพระเป็นเจ้าจากประสบการณ์การเคลื่อนในเอกภพ (ข้อพิสูจน์จากการเคลื่อน) และจากการเห็นร่วมของมนุษยชาติ (ข้อพิสูจน์จากความคิดเห็นร่วม) จึงเห็นได้ว่าสำหรับเบออีเธียส ปรัชญามิได้แยกเนื้อหาออกจากศาสนศาสตร์อย่างเด็ดขาดจนเป็นคนละเรื่อง หากแต่ใช้วิธีแตกต่างจากศรัทธาและร่วมมือกับศรัทธาเพื่อสร้างศาสนศาสต์หรือเทววิทยาให้สมบูรณ์

สิ่งสากล เมื่อพอร์เฟอริ รวบรวมงานตรรกวิทยาของเอเริสทาเถิลและให้ชื่อเรื่องว่า Kategorai (= Categories กรอบความคิด) ได้เขียนคำนำ (Isagoge) ว่า “ในตอนนี้ ข้าพเจ้าจะยังไม่ขอถกปัญหาว่าประเภทกว้างและประเภทแคบมีอยู่จริงๆ หรือว่าเป็นเพียงความเข้าใจ ถ้ามีอยู่จริงก็มีปัญหาต่อไปว่ามีอยู่ในภวันต์ที่มีรูปร่างหรือไม่ และอยู่แยกจากสิ่งที่สัมผัสได้ หรือว่าอยู่ในสิ่งที่สัมผัสไม่ได้ หรือว่าเพียงแต่มีความสัมพันธ์กับสิ่งที่สัมผัสได้ เรื่องเหล่านี้ยากมากและต้องวิจันกันอย่างลึกซึ้ง” เบออีเธียสอรรถาบิบายคำนำดังกล่าวของพอร์เฟอริและไม่ยอมจำนนต่อความยาก จึงขันอาสาลองเสนอคำตอบดู

สำหรับปัญหาแรก เบออีเธียสตอบว่า สิ่งสากลมีอยู่จริงเป็นปรนัยสำหรับปัญหาที่สองตอบว่า สิ่งสากลไม่มีรูปร่าง และสำหรับปัญหาสุดท้าย เบออีเธียสแยกสิ่งไม่มีรูปร่างออกเป็น 2 ประเภท คือ ไม่มีรูปร่างและมีอยู่อย่างอิสระได้ เช่นพระเป็น ปัญญา วิญญาณ กับไม่มีรูปร่างและต้องอยู่กับรูปร่าง เช่น เส้น ระนาบและคุณภาพต่างๆ ปัญญาสิ่งสากลเป็นประเภทหลัง นั่นคือสิ่งสากลมีอยู่จริงๆในสิ่งเฉพาะหน่วย จะกลายเป็นสิ่งสากลอิสระก็โดยปัญญาถอดออกจากสิ่งเฉพาะหน่วย “ประเภทแคบมิใช่อะไรอื่นนอกจากความคิดที่เก็บจากสารที่เหมือนกันในสิ่งเฉพาะหน่วยต่างหน่วยกัน และประเภทกว้างก็คือความคิดที่เก็บจากความเหมือนของประเภทแคบหลายประเภท” เบออีเธียสเป็นคนแรกที่ตีความ่วาเอเริสทาทเถิลคิดอย่างนี้ และเป็นที่ยอมรับกันต่อมา ทั้งนี้ก็เพราะว่าแต่ก่อนถกเถียงกันมากกว่าเอเริสทาเถิลคิดอย่างไรแน่ (แม้ทุกวันนี้บางคนก็ยังถกปัญหานี้อยู่)

มีผู้แย้งเบออีเธียสว่า ถ้าประเภทเป็นสิ่งไม่มีรูปร่างแล้ว ทำไมสาร (substance) จึงแบ่งได้เป็นสารมีรูปร่าง (corporeal) และสารไม่มีรูปร่าง (incorporeal) เบออีเธียสตอบว่า ปัญหานี้เกิดจากความสับสนในความเข้าใจคำว่า “สาร” ในฐานะเป็นประเภทสูงสุดซึ่งคลุมทั้งสิ่งที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง กับ “สาร” ในฐานะเป็นประเภทหนึ่ง ซึ่งจะมีรูปร่างไม่ได้
ญาณปรัชญา ผู้ที่อ่านเฉพาะเรื่องสิ่งสากลอาจจะคิดว่า เบออีเธียสเดินตามความคิดของเอเริสทาเถิล ความจริงแล้วผิดถนัด เบออีเธียสเพียงแต่ตีความความคิดของเอเริสทาเถิลในฐานนะนักอรรถาธิบายเท่านั้น ความคิดของเบออีเธียสจริงๆ เดินตามเพลโทว์ ดังปรากฎชัดเจนในญาณปรัชญาเมื่อกล่าวถึงระดับของความรู้ว่าแปลออกเป็น 4 ขั้นตอนสมรรถภาพที่มนุษย์มีอยู่ คือ
1) ผัสสะสำหรับรู้สิ่งเฉพาะหน่วย
2) จินตนาการสำหรับรู้แบบในสสาร เช่นเส้น
3) เหตุผลสำหรับถอดสิ่งสากลออกจากสิ่งเฉพาะหน่วย
4) ปัญญาสำหรับรู้แบบอิสระจากสิ่งเฉพาะหน่วย

อย่างก็ตาม ผู้อ่านจะเห็นได้ว่า เบออีเธียสมีความพยายามที่จะนำเอาความคิดของเอเริสทาทเถิลมาเสริมความคิดของเพลโทว์ให้สมบูรณ์ขึ้น สำหรับเบออีเธียสเอเริสทาทเถิลเป็นผู้เสริมายิ่งกว่าจะเป็นผู้คัดค้านหรือล้มล้างเพลโทว์
จริยศาสตร์ เบออีเธียสได้พยายามทำหน้าที่รับราชการอย่างดีที่สุด โดยสำนึกว่าได้รับมอบหมายจากพระเป็นเจ้า แต่กลับถูกกลั่นแกล้งจนถึงถุกจำจองรอการประหาร ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว” นั่นจริงอยู่หรือ เบออีเธียสคงรู้สึกผิดหวังในตอนแรก แต่หลังจากได้ตรึกตรองถี่ถ้วนแล้วจึงสรุปได้ว่าธรรมะข้อนี้และข้ออื่นๆ ยังจริงอยู่เสมอ เบออีเธียสจึงรู้สึกว่า การคิดอย่างปรัชญานั่นเองที่ช่วยให้ตนเองปลงตกและยอมรับสภาพได้อย่างอุเบกขา สามารถจะเขียนแสดงความรู้สึกได้อย่างอารมณ์เย็นในขณะที่ถูกจำจองรอความตายเช่นนั้น โดยเขียนเป็นกลอนสลับร้อยแล้วอยางไพเราะเพราะพริ้ง ให้ชื่อหนังสือว่า ว่าด้วยการปลอบใจที่ได้จากปรัชญาสมมติให้นางพญาปรัชญา (เพราะคำว่า “ปรัชญา” ในภาษาละตินที่เบออีเธียสใช้เขียนเป็นคำเพศหญิง) ให้ข้อคิดปลอบใจแก่ตนโดยวิเคราะห์ความิคดไว้ดังต่อไปนี้

1) โลกนี้เป็นแดนแห่งอนิจจตา มีการเปลี่ยนแปลงเป็นปกติวิสัย
2) มนุษย์เป็นสัตว์ใช้เหตุผล ควรแสวงหาความสุขแท้อันอยู่เหนือสิ่งอนิจจังทั้งหลาย
3) การประสบดชคร้ายเป็นผลดี เพราะกระตุ้นให้คิดหาความสุขแท้
4) สิ่งสร้างใดก็ตามไม่อาจให้ความสุขแท้ ดังนั้น ความสุขแท้ต้องได้จากพระเป็นเจ้าเท่านั้น
5) คนชั่วได้ดีเพียงชั่วคราว คนดีก็รับทุกข์ชั่วคราวเช่นกัน เพราะกรรมจะตามสนองโดยไม่มีทางเลี่ยง
6) คนเข้มแข็งจริงจะต้องมีมานะอดทนจนบรรลุเป้าหมายแท้
7) คนชั่วเป็นคนอ่อนแออย่างน่าสงสาร
8) พระเป็นเจ้าทรงยอมให้มนุษย์เลือกวิถีชีวิตอย่างเสรี แต่พระญาณสอดส่องของพระองค์ทรงคอยดูแลให้เป็นไปตามกรรมอย่างยุติธรรม
9) พระเป็นเจ้าทรงเป็นผู้รักษากฎ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว จึงไม่มีวันจะพลาดคลาดเคลื่อน

ครั้นคิดได้เช่นนี้แล้วก็สบายใจ เบออีเธียสต้องการจะให้ข้อคิดนี้เป็นประโยชน์แก่ทุกคน หนังสือเล่มนี้มีค่าทั้งทางวรรณคดีและปรัชญา นิยมอ่านกันอย่างกว้างขวางตลอดสมัยอัสสมาจารย์ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ชักจูงให้นักปรัชญาอัสสมาจารย์รู้จักและสนใจปรัชญาของเอเริสทาเถิล
สรุป เบออีเธียสได้สมญาว่าเป็น “นักปรัชญาโรมันคนสุดท้าย และอัสสมาจารย์คนแรก” (The last Roman and the first Scholastic Philosophy) น่าเสียดายที่ว่าระยะมืดกำลังคลานคืบเข้าครอบครองยุโรป ต้องรออีกหลายศตวรรษกว่าจะมีผู้เห็นความสำคัญของเบออีเธียสและนำแนวทางมาคิดต่อ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s