Barkley and Locke

Barkley and Locke บาร์คลีย์กับลัค

ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ

1) ที่เชื่อกันว่าเราสามารถถอดมโนคติออกมาได้ ซึ่งเหตุผลนิยมเรียกว่า มโนคตินามธรรม (abstract ideas) และลัคเรียกว่า มโนคติทั่วไป (general ideas) ก็เพราะหลงใหลในภาษาที่เราใช้อยู่ เราชอบคิดโดยอาศัยคำพูดมากกว่าจะชอบคิดถึงสิ่งของโดยตรง จึงเชื่อความรู้ตามคำพูดมากกว่าประสบการณ์โดยตรง แม้ลัคเองเริ่มต้นดี แต่ไป ๆ แล้วยังอดหลงเสน่ห์ภาษาไม่พ้น จึงไม่กล้าสรุปแนวความคิดจากเริ่มต้นของตนไปจนถึงที่สุด บาร์กลีย์จึงคิดแก้ไขข้อบกพร่องนี้
ในเรื่องนี้นับได้ว่า บาร์กลีย์กลับไปสู่ความคิดของลัทธินามนิยม (nominalism) ยุคกลาง

2) สสารไม่มีจริง มีแต่ในความคิด เพราะสรุปเกินเหตุจึงคิดว่ามีจริง ถ้าเราถือว่าสสารมีจริง เราจะขัดแย้งตัวเอง คือ จะต้องเห็นและไม่เห็นในเวลาเดียวกัน คือ จริง ๆ เราไม่เคยเห็นสสาร เราเห็นแต่คุณภาพปฐมภูมิ คือการแผ่กว้างซึ่งลัคเชื่อว่ามีจริงและเป็นคุณภาพจริงของสสาร ทำไมไม่คิดว่ามันอาจเป็นเพียงภาพลวงตาตลอดเวลาก็ได้ นั่นคือต้องยอมรับโดยปริยายว่าความเชื่อว่ามีสสารเป็นปฏิบท (contradiction) ไม่ใช่เพียงปฏิทรรศน์ (paradox)

3) ความรู้ของมนุษย์เรามีแต่สัญชานเฉพาะหน่วย (particular perception) ของผัสสะแต่ละอย่างเท่านั้น สิ่งเฉพาะหน่วยก็ดี กลุ่มของผัสสะที่ลัคเรียกว่ามโนคติเชิงซ้อนก็ดี เป็นแต่เพียงคำพูด หามีจริงไม่ เช่น เมื่อเราเห็นผลมะม่วง สีเป็นสัญชานเฉพาะหน่วยอันหนึ่ง รูปร่างเป็นสัญชานเฉพาะหน่วยอีกอันหนึ่ง เราคลำดูรู้สึกแข็งเรียบก็เป็นสัญชานเฉพาะอีกหน่วยหนึ่ง ทั้งหมดเป็นอิสระต่อกัน ไม่รวมตัวกันเป็นประสบการณ์รวมของผลมะม่วง และผลมะม่วงนั้นก็มิได้มีจริง

4) เพราะฉะนั้นที่มีอยู่จริงมีเท่าที่รับรู้เป็นสัญชานเฉพาะหน่วยเท่านั้น ตามสูตรอันลือเลื่องของบาร์กลีย์ว่า Esseestpercipi(To be is to be perceived = มีอยู่เท่าที่มีสัญชาน) เช่น โต๊ะตัวนี้มีอยู่จริง เพราะฉันมีสัญชานโต๊ะตัวนี้ ครั้นฉันก้าวออกไปจากห้อง มันยังมีอยู่ตราบเท่าที่มีคนในห้องมีสัญชานถึงมัน คือ มองเห็นมันหรือเขียนหนังสืออยู่บนมัน หากคนออกจากห้องไปหมดแล้ว ความมีอยู่ของมันก็จะอยู่ตรงที่ว่า ถ้ามีใครย่างเท้าเข้าไปในห้องก็คงจะเห็นมันอยู่ตรงนี้ มีคนถามบาร์กลีย์ว่า แล้วจริง ๆ ตลอดคืนระหว่างที่ห้องปิดอยู่ มีโต๊ะตัวนี้ในห้องหรือไม่ ท่านตอบว่าน่าจะมีอยู่เพราะพระเจ้าจะต้องเห็นมัน มันจึงเป็นสัญชานตลอดเวลาอย่างน้อยก็ของพระเจ้าผู้ทรงรู้เห็นทุกสิ่งทุกอย่างตลอดเวลา

5) มโนคติ คืออะไร?สำหรับบาร์กลีย์มโนคติ (idea) ก็คือ กลุ่มของคุณภาพ (ที่ปรากฏเป็นสัญชาน)ที่รวมกันเป็นมโนคติเฉพาะหน่วยเท่านั้น ไม่มีสิ่งรองรับ ไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ ไม่มีความมีอยู่ นอกจากเป็นมโนคติของกลุ่มคุณภาพกลุ่มหนึ่ง ๆ เท่านั้น
ที่บาร์กลีย์คิดเช่นนี้ ก็เพราะยอมรับมูลบท ในทำนองเดียวกันกับเดการ์ตและลัคว่า ความรู้ของเราเริ่มจากมโนคติ ในเมื่อบาร์กลีย์คิดว่ามโนคติของสสารขัดกับฤทธิ์ของพระเจ้าตามความเข้าใจของบาร์กลีย์ ท่านก็หาวิธีปฏิเสธสสารเสียเลย ในที่สุดความเป็นจริงจึงเหลือแต่ ปัญญาและมโนคติ(Mind and ideas)เท่านั้น บาร์กลีย์พอใจเพราะคิดว่าให้เกียรติแด่พระเจ้าได้อย่างสมบูรณ์

6) ดังนั้น ผัสสะทั้งหลายเป็นอัตวิสัยทั้งสิ้น
เดการ์ตและลัคถือว่าคุณภาพปฐมภูมิเป็นวัตถุวิสัย แต่คุณภาพทุติยภูมิเป็นอัตวิสัย บาร์กลีย์บอกว่าทั้งสองอย่างเป็นอัตวิสัย
ดร.แซมวล จอห์นสัน (Dr. Samuel Johnson) แย้งว่า ก้อนหินที่ข้าพเจ้าเตะอยู่นี้เป็นมโนคติของข้าพเจ้าหรือ ทำไมข้าพเจ้าจึงเจ็บเท้า บาร์กลีย์แก้ว่าข้อความ“มีจริงแต่จิตและสัญชานของจิต” นั้นว่าไปตามทฤษฎี ในทางปฏิบัติสิ่งทั้งหลายยังคงเหมือนเดิม ตรงนี้ทำให้หลายคนคิดหนักว่าบาร์กลีย์จะเอาอย่างไรกันแน่

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s