Augustine on philosophy of evil

Augustine on philosophy of evil ปรัชญาความเลวร้ายของออเกิสทีน
ผู้แต่ง : กันต์สินี สมิตพันธ์
ผู้ปรับแก้ : กีรติ บุญเจือ
ปัญหาความเลวร้ายเป็นปัญหาหนักอกนักปรัชญาคริสต์เรื่อยมา และเป็นเป้าหมายให้ฝ่ายอื่นโจมตีอยู่เสมอ โดยอ้างว่าถ้าพระเป็นเจ้าทรงสรรพเดชะจริง ทรงสัพพัญญูจริง และทรงสรรพเมตตาจริง ทำไมจึงมีความเลวร้ายในโลกและในมนุษย์ทั้งทางกายและทางใจ ออเกิสทีนมิได้เพิกเฉยปัญหานี้ ได้พยายามหาคำชี้แจงตามทรรศนะของท่าน ซึ่งได้รับความเชื่อถือจากชาวคริสต์จำนวนมากต่อมา แม้จะไม่ใช่คำตอบที่น่าพอใจอย่างสมบูรณ์ก็ตาม และจนป่านนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่น่าพอใจอย่างสมบูรณ์ได้ แต่ก็เป็นข้อเท็จจริงเรื่อยมาว่า ชาวคริสต์ที่มีศรัทธายอมรับความเดือดร้อนด้วยความเต็มใจ โดยถือว่าเป็นน้ำพระทัยของพระเป็นเจ้า
เพื่อให้การพิจารณาไม่สับสน ให้เราแยกพิจารณาความเลวร้ายเป็น 3 ประเภท คือ
1. ความเลวร้ายทางอภิปรัชญา (metaphysical evil) ได้แก่การไม่มีอยู่ (non-existence) ไม่มีปัญหายุ่งยาก เพราะอะไรที่ไม่มีอยู่ก็ไม่มีความเดือดร้อนและไม่สร้างความเดือดร้อน ปัญหาจึงอยู่ที่ความเลวร้ายอีก 2 ประเภทต่อไปนี้
2.ความเลวร้ายทางกายภาพ บัทธิมานีแก้ปัญหาความเลวร้ายโดยสอนว่าพระเป็นเจ้าไม่ทรงสรรพเดชะ เพรามีองค์ความเลวสูงสุดถ่วงดุลอำนาจ
ลัทธิเพลโทว์ใหม่แก้ปัญหาว่ามีพระเป็นเจ้าองค์แห่งความดีสูงสุดแต่ผู้เดียวที่ล้นแผ่กระจายความดีออกไปเป็นสิ่งต่างๆ ซึ่งมีความดีเจือจางลงตามลำดับ จึงมีการเปลี่ยนแปลงได้ในระดับที่มีความดีเจือจาง การมีความดีลดลงมานี้เองเราเรียกว่าความเลวร้าย เพราะฉะนั้น ความเลวร้ายจึงไม่ใช่อะไรเชิงปฏิฐาน แต่เป็นแง่ปฏิเสธของความดี ความเลวร้ายก็คือการขาดความดี เหมือนความมืดเป็นการขาดความสว่าง
แต่ออเกิสทีนเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงไม่จำเป็นจะต้องหมายถึงการขาดความดีเสมอไป การเปลี่ยนอาจเปลี่ยนดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้ เพื่อยกย่องพระญาณสอดส่องให้เป็นคำสอนสูงกว่าคำสอนของลัทธิเพลโทว์ใหม่ ออเกิสทีนจึงสอนว่า ทุกสิ่งที่พระเป็นเจ้าบันดาลแก่มนุษย์เป็นสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่บิดาจะทำแก่บุตรได้ แต่ที่เรามีประสบการณ์และสรุปเอาว่าเลวร้ายนั้นก็เพราะเรามองระยะใกล้เกินไป จึงไม่เห็นความหวังดีซึ่งพระเป็ฯเจ้าทรงมีต่อเราในระยะไกล
อาจจะวิจารณ์ได้ว่า ออเกิสทีนใช้เหตุผลวิบัติแบบอ้างความไม่รู้ (appeal to ignorance คือ อ้างว่าเพราะเราไม่รู้ว่าเหตุร้ายนี้จะเกิดผลดีภายหลังหรือไม่ เพราะฉะนั้นต้องสรุปว่าดี แต่ความจริงนั้นตรงข้าม ออเกิสทีนอ้างความไม่รู้ของตนเพื่อศอกกลับ ผู้ที่คิดว่า เราไม่รู้ผลดีระยะไกล เพราะฉะนั้นต้องสรุปว่าเลวตามที่มีประสบการณ์เฉพาะหน้า ออเกิสทีนแย้งว่าอาจจะสรุปให้ก็ได้เช่นกัน ข้อพิสูจน์นี้ใช้สำหรับลบล้างความคิดฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ส่วนข้อพิสูจน์ปฏิฐานนั้นได้จากขออ้างที่ว่าพระเป็นเจ้าทรงรักมนุษย์เยี่ยงบิดาและสามารถจะช่วยลูกของพระองค์ได้ พระองค์ก็ต้องหาวิธีช่วยอย่างดีที่สุดโดยไม่จำเป็นต้องให้เรารู้แผนช่วยเหลือของพระองค์ทั้งหมดอย่างละเอียด
คำตอบขั้นสุดท้ายของออเกิสทีนสำหรับปัญหานี้ก็คือว่า สสารเป็นสิ่งสร้างของพระเป็นเจ้า จึงมีความดีอยู่ในตัว เพราะพระเป็นเจ้าทรงสร้างมาให้มีความดีแต่จะมีความดีสูงสุดเหมือนพระผู้สร้างไม่ได้ ความเลวร้ายจึงมิได้มีจริงเป็นปฏิฐาน แต่เป็นการขาดความดีที่สิ่งสร้างไม่อาจจะมีได้ในฐานะเป็นสิ่งสร้าง จึงเห็นได้ว่า แม้ออเกิสทีนจะเปลี่ยนทรรศนะเกี่ยวกับสสารจากสิ่งล้นของเพลอทายเนิส มาเป็นสิ่งสร้างตามคัมภีร์ไบเบิล แต่ก็ยังรักษาทรรศนะของเพลอทายเนิสเกี่ยวกับปัญหาเรื่องความเลวร้ายอยู่นั่นคือ ยังถือว่าความเลวร้ายในสสารเป็นการมีความดีลดน้อยลง มิใช่เป็นสิ่งปฏิฐานอย่างที่ลัทธิมานีสอน นี่เป็นทรรศนะเกี่ยวกับความเลวร้ายทางกายภาพ
3. ความเลวร้ายทางศีลธรรม ออเกิสทีนยืนยันว่า สิ่งสร้างมิได้มีความเลวร้ายในตัว พระเป็นเจ้าทรงสร้างทุกสิ่งมาให้มีความดี การเปลี่ยนแปลงมิใช่เป็นของเลว แม้ว่าสิ่งสร้างจะขาดความดีไปบ้างก็เป็นธรรมดา เพราะพระเป็นเจ้าเป็นผู้ทรงสร้างมาจากความเปล่า จะให้ดีเหมือนพระองค์เองไม่ได้ อย่างไรก็ดี การขาดความดียังไม่ใช่ความเลว เป็นแต่เพียงดีน้อยกว่าพระเป็นเจ้าเท่านั้น ความเลวร้ายจริงๆนั้นสำหรับออเกิสทีนก็คือ บาป (sin)บาปไม่ใช่การขาดความดี เพราะบาปไม่มีระดับของความดีอยู่เลย บาปเป็นความเลวร้ายปฏิฐาน แม้มันไม่มีตัวมีตนเป็นบุคคล แต่เป็นสภาวะที่ขัดแย้งกับพระเป็นเจ้า บาปนี่แหละที่ทำให้ธรรมชาติเลวไป บาปอยู่ในตัวมนุษย์ก็จริง แต่มนุษย์ใช้สิ่งอื่นทำบาป ทำให้สิ่งที่พัวพันกับบาปนั้นเลวร้ายไปด้วย ความคิดนี้แหละที่ทำให้เกิดโลกทรรศน์ในแง่ทุทรรศนนิยมขึ้นในคริสตศาสนิกชนบางคน ถ่ายทอดต่มาถึงทุกวันนี้
การที่พระเป็นเจ้าทรงปล่อยให้มนุษย์ทำบาปได้นั้นก็เพราะพระองค์ทรงไว้ศักดิ์ศรีมนุษย์ โดยปล่อยให้มนุษย์มีเสรีภาพในการตัดสินใจเลือกการกระทำของตนเองได้ เสรีภาพเป็นสิ่งประเสริฐ พระเป็นเจ้าจะลิดรอนไปจากมนุษย์ไม่ได้ นอกจากว่าพระองค์จะยอมขัดแย้งตัวพระองค์เอง เรื่องใจเสรีหรือเจตจำนงเสรีของมนุษย์เป็นปัญหาสำคัญอีกปัญหาหนึ่งของนักปรัชญาคริสต์

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s