สุนทรียธาตุ


aesthetical element สุนทรียธาตุ
ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ :กีรติ บุญเจือ
ก่อนอื่นจะต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ความงามและสุนทรียธาตุอื่น ๆ มิใช่เป็นคุณสมบัติของศิลปกรรมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นคุณสมบัติของสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติได้ด้วย เช่น อาทิตย์อัสดงคตในที่บางแห่งอาจจะงามและน่าทึ่งอย่างมาก การถกปัญหาเรื่องสุนทรียธาตุในปรัชญา กินความรวมถึงสุนทรียธาตุในทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ถือว่ามีสุนทรียธาตุได้ ไม่ว่าจะเป็นความงามตามธรรมชาติ (natural beauty) หรือความงามในศิลปกรรม (artistical beauty) ความน่าเกลียดน่ากลัวในจินตนาการความน่าทึ่งในศรัทธาต่อคำสอนของศาสนา ฯลฯ ล้วนเป็นสุนทรียธาตุทั้งสิ้น
ก่อนที่จะถกปัญหาเรื่องสุนทรียธาตุต่อไป ควรจะได้พิจารณาคำถามนำหน้าก่อนว่าสุนทรียธาตุมีจริงหรือไม่ สำหรับประเด็นนี้มีคำตอบที่เป็นไปได้อยู่ 2 คำตอบ คือ
ลัทธิอัตนัยนิยม(subjectivism) มีความเห็นว่าสุนทรียธาตุมิได้มีจริง ๆ แต่มนุษย์เรากำหนดกันขึ้นมาเอง มาตรการตัดสินสุนทรียธาตุจึงไม่ตายตัว แล้วแต่ว่าคนใดจะมีรสนิยมอย่างไร ก็กำหนดเอาอย่างนั้น ผู้ที่มีความคิดเห็นเช่นนี้รุ่นแรกเท่าที่เราทราบ ได้แก่ ชาวซาฟเฝิสท์ในยุคกรีกโบราณ ซึ่งถือหลักการว่า “Man is the measure of all things.” (คนเป็นมาตรการวัดทุกสิ่ง) เพราะฉะนั้นความงามและสุนทรียธาตุอื่น ๆ ย่อมขึ้นกับรสนิยมของแต่ละบุคคล
1) รีเชิดส์ (A. Richards) กล่าวว่า หน้าที่ของศิลปะมิใช่สอนหรือชี้แจงลักษณะของสิ่งของแต่ประการใดเลย เพราะหน้าที่นี้เป็นหน้าที่ของวิทยาศาสตร์โดยตรง ศิลปะไม่อยู่ในฐานะที่จะทำหน้าที่สอนได้ดีเหมือนวิทยาศาสตร์ หน้าที่โดยตรงของศิลปะก็คือทำให้เกิดสุขภาพจิตแก่ผู้ที่สามารถมีประสบการณ์ทางสุนทรียศาสตร์ นั่นคือ มีหน้าที่ตอบสนองความต้องการทางจิตวิทยาของผู้ชม ผู้ชมมีความต้องการอะไร ศิลปะก็มีหน้าที่จะตอบสนอง หรือพูดอย่างรัดกุมได้ว่า ศิลปกรรมก็คืองานสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ชมในแต่ละกาละและเทศะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามาตรการตัดสินสุนทรียธาตุไม่ตายตัว แต่ขึ้นอยู่กับความต้องการทางจิตวิทยาของผู้ชม
2) ซันเตอเยเนอ(George Santayana 1863-1952) นิยามความงามว่าเป็นความรู้สึกพึงพอใจที่แสดงออกมาในวัตถุ “The feeling of beauty objectified” นั่นคือลักษณะอัตนัยของศิลปะสำหรับซันเตอเยเนอขึ้นอยู่กับจิตวิทยาของศิลปิน ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับจิตวิทยาของผู้ชมอย่างคำสอนของรีเชิดส์
3) ออร์เตกา (Ortega y Gasset) กล่าวว่า สุนทรียธาตุถือได้ว่าเป็น “ultra-object” (สิ่งเหนือธรรมดา) นั่นคือ เป็นความเป็นจริงของผู้มีประสบการณ์สุนทรียะของแต่ละคน
มีนักปรัชญากลุ่มหนึ่ง ที่สำคัญได้แก่ ลิปส์ (Theodore Lipps) และลี (Vernon Lee) เสนอทฤษฎีแทรกอารมณ์(theory of empathy) นั่นคือ อธิบายว่า สุนทรียธาตุเกิดจากการที่ศิลปินหรือผู้ชมแทรกความรู้สึกของตนเข้าไปในศิลปกรรม ดังนั้น ศิลปกรรมชิ้นเดียวกัน ตัวศิลปินเองและผู้ชมต่างก็มีประสบการณ์สุนทรียธาตุได้ต่างกัน อาจจะตรงกันมากน้อยเท่าไรก็ได้
ลัทธิปรนัยนิยม(objectivism) ถือว่าสุนทรียธาตุมีจริงโดยไม่ขึ้นกับความคิดของมนุษย์ สุนทรียธาตุมีมาตรการตายตัวแน่นอนในตัวเอง แม้ไม่มีใครรู้มาตรการนั้นเลย สุนทรียธาตุก็ยังเป็นสุนทรียธาตุอยู่นั่นเอง การที่มนุษย์เราตัดสินไม่เหมือนกันในเรื่องนี้ ก็เพราะว่ายังมีการตัดสินผิดพลาดกันอยู่มาก มาตรการที่แท้จริงจะต้องมีมาตรการเดียว ในเมื่อคนหลายคนตัดสินความงามไม่ตรงกันนั้น อาจจะเป็นได้ว่าไม่มีใครตัดสินถูกเลย ถ้าจะมีมาตรการที่ถูกต้องก็จะต้องมีมาตรการเดียวเท่านั้น มาตรการอื่น ๆ ล้วนแต่ผิดพลาดทั้งสิ้น
ปัญหาจึงมีต่อมาว่ามาตรการปรนัยที่ว่ามานี้ได้แก่อะไร สุนทรียธาตุมาตรฐานอยู่ที่ไหน เรามีทางจะรู้ได้หรือไม่ ผู้ที่คิดว่ามีสุนทรียธาตุมาตรฐานแต่เราไม่มีทางจะรู้ได้นับว่าถือลัทธิวิมัตินิยม ส่วนผู้ที่อ้างว่ามีและมนุษย์เราสามารถรู้ได้ก็มีหน้าที่จะต้องชี้แจงให้เห็นจริงว่าอะไรเป็นมาตรการของความงามมาตรฐาน พวกนี้มีความคิดต่าง ๆ กันมากมายตามระบบปรัชญาบริสุทธิ์ที่ตนรับนับถือ ดังจะยกที่นับว่าสำคัญมาบรรยายไว้พอเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s