การสร้างสรรค์สุนทรี

aesthetical creativity การสร้างสรรค์สุนทรี
ผู้แต่ง : รวิช ตาแก้ว
ผู้ปรับแก้ :กีรติ บุญเจือ
คำตอบสำหรับปัญหานี้อาจจะแยกออกได้เป็น 6 แนว คือ
1) ลัทธิมโนคตินิยมอสัมพัทธ์ (absolute idealism) ถือว่าศิลปินสร้างสรรค์ศิลปกรรมในนามของจิตซึ่งเป็นความเป็นจริงแท้ในเอกภพ ตัวศิลปินเองรวมทั้งศิลปกรรมเท่าที่ปรากฏออกมานั้นล้วนแต่เป็นการแสดงออกอย่างไม่สมบูรณ์ของจิตอสัมพัทธ์ ความเป็นจริงแท้นั้นได้แก่จิตที่แสดงออกในแง่และระดับต่าง ๆ กัน ศิลปะจึงเป็นการแสดงออกอย่างหนึ่งของจิตซึ่งมุ่งแสดงลักษณะหนึ่งของตนเอง นั่นคือลักษณะสุนทรี ตัวศิลปินจึงนับได้ว่ากระทำการในนามของจิตอสัมพัทธ์ ผู้ที่มีความเห็นเช่นนี้นอกจากเฮเกลแล้วยังมีมิลทัน (Milton) โครเช (Benedetto Croce) และโบแซนเควต (Bernard Bosanquet)
2)ลัทธิมโนคตินิยมแบบเพลโทว์(Platonic Idealism) ลัทธินี้ถือว่าสุนทรียธาตุมาตรฐานมีอยู่แล้วในสภาพนิรันดร ศิลปินเป็นผู้มีสมรรถภาพพิเศษในการหยั่งรู้ถึงสุนทรียธาตุมาตรฐานนี้ จึงได้พยายามถ่ายทอดออกมาด้วยสื่อต่าง ๆ กันตามถนัด ธรรมชาติก็มีสุนทรียธาตุที่เลียนแบบมาจากสุนทรียธาตุมาตรฐานนี้ แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสุนทรียธาตุ ศิลปินนอกจากจะเลียนแบบสุนทรียธาตุของธรรมชาติแล้ว ยังพยายามจะหยั่งให้รู้ถึงสุนทรียธาตุที่ไม่ปรากฏในธรรมชาติด้วย อย่างไรก็ตามไม่มีศิลปินคนใดสามารถหยั่งรู้สุนทรียธาตุได้อย่างสมบูรณ์ ศิลปินจึงยิ่งใหญ่มากน้อยกว่ากันแล้วแต่ว่าใครจะหยั่งรู้สุนทรียธาตุได้ใกล้เคียงกับมาตรฐานมากกว่ากัน ในทำนองเดียวกันศิลปกรรมไม่มีชิ้นใดจะถ่ายทอดสินทรียธาตุได้อย่างสมบูรณ์ ศิลปกรรมจึงมีขีดขั้นลดหลั่นกันแล้วแต่ว่าจะสามารถถ่ายทอดสุนทรียธาตุได้มากน้อยเพียงใด
ผู้มีความคิดในแนวนี้มี เพลโทว์ สอนว่าความงามมาตรฐานอยู่ในโลกแห่งมโนคติ (world of Ideas) ออเกิสทีนสอนว่าความงามมาตรฐานอยู่ในพระปัญญาของพระเจ้า อไควเนิสสอนว่า พระเจ้าคือองค์ความงามมาตรฐาน คีตส์ (John Keats) ก็มีความคิดในแนวของลัทธินี้โดยกล่าวว่า “Heard melodies are sweet, but those unheard are sweeter.” ( ทำนองเพลงที่ได้ยินอยู่นั้นก็นับว่าไพเราะจับใจอยู่แล้ว แต่ทว่าทำนองเพลงที่ยังไม่มีใครได้ยินเลยนั้นยิ่งจะจับใจกว่าอีกมาก) แซนเทอเยเนอ (Santayana) ไม่เชื่อว่ามีโลกแห่งมโนคติหรือพระปัญญาของพระเจ้าสำหรับเก็บสุนทรียธาตุมาตรฐาน แต่ก็เชื่อว่าสุนทรียธาตุมาตรฐานมีอยู่จริง ศิลปินสามารถหยั่งรู้มาได้ด้วยญาณวิเศษ
3) ลัทธิปรากฏการณ์นิยม(Phenomenalism)ลัทธินี้มีความเห็นว่าสุนทรียธาตุอยู่ที่สัดส่วนของสื่อซึ่งเป็นสัดส่วนตายตัว สัดส่วนนี้มิได้มีอยู่ก่อน ณ ที่ใดเลยจนกว่าศิลปินจะค้นพบศิลปินในอุดมการณ์ได้แก่ผู้พบสัดส่วนที่สมบูรณ์ที่สุด แต่ทว่าศิลปินส่วนมากค้นพบแต่เพียงสัดส่วนที่ใกล้เคียงสัดส่วนที่สมบูรณ์ จึงมีศิลปินในระดับต่าง ๆ กันแล้วแต่ว่าศิลปินผู้ใดจะสามารถค้นพบสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับสัดส่วนสมบูรณ์มากน้อยเพียงใด ผู้มีความคิดเช่นนี้ ได้แก่ เบียร์ดลีย์ (M. Beardley)
4) ลัทธิอเหตุผลนิยม(Irrationalism)อ้างว่า การสร้างศิลปะเป็นการระบายอารมณ์ส่วนเกินของมนุษย์ โชเพนฮาวเออร์ (Schopenhauer) แถลงว่า มนุษย์บางคนได้รับพลังของเจตจำนงที่จะมีชีวิต (the will-to-live) เข้มข้นกว่าผู้อื่น หากไม่มีการระบายออกด้วยประการใดแล้วจะรู้สึกอึดอัด บุคคลเหล่านี้จำต้องหาทางระบายออกตามความถนัดของตน บางคนระบายออกโดยการเสี่ยงอันตรายผจญภัย บางคนระบายออกโดยการใช้อำนาจ บางคนระบายออกโดยอาการวิปริตทางเพศ มีอยู่พวกหนึ่งที่ระบายพลังส่วนเกินนี้ออกมา โดยการสร้างศิลปกรรมด้วยสื่อต่าง ๆ ตามความถนัดของตน โชเพนฮาวเออร์ถือว่าสถาปัตยกรรมและประติมากรรมเป็นทางระบายที่หยาบที่สุด ที่ละเอียดมากขึ้นได้แก่จิตรกรรมและวรรณคดี ดนตรีระบายได้ละเอียดอ่อนที่สุด
ฟรอยด์ (Sigmund Freud) ใช้ทฤษฎีจิตใต้สำนึกที่ท่านเองเป็นผู้ค้นพบนำมาอธิบายการสร้างสรรค์ของศิลปินว่าเป็นการระบายความต้องการทางเพศ ซึ่งศิลปินนั้น ๆ ต้องระงับไว้ด้วยเหตุผลต่าง ๆ กัน เมื่อความต้องการอันรุนแรงนี้ไม่สามารถจะได้รับการตอบสนองอย่างสาสมจะคั่งค้างอยู่ในจิตใต้สำนึก ในที่สุดก็จะหาทางระบายออกโดยการสร้างศิลปกรรม โดยที่ศิลปินเองอาจจะไม่รู้ตัวก็ได้ว่าตนกำลังระบายความต้องการทางเพศอย่างแนบเนียนที่สุด
5) ลัทธิปรัชญาวิเคราะห์ (Analytic Philosophy)ลัทธินี้มีความเห็นเชิงปฏิเสธว่าศิลปินมิได้สร้างสรรค์อะไรขึ้นมาอย่างลึกลับพิสดารอย่างที่เข้าใจกัน ความจริงแล้วศิลปกรรมก็เป็นวัตถุชิ้นหนึ่งนั่นเอง เพียงแต่มีสรรพคุณพิเศษเฉพาะตัวในการสามารถปลุกเร้าอารมณ์ของผู้ชมได้มากกว่าวัตถุอื่น เราก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าวัตถุชนิดต่างก็มีคุณสมบัติและสรรพคุณเฉพาะตัวต่าง ๆ กันไป วัตถุทุกชิ้นต่างก็เป็นวัตถุธรรมดานี่เอง บางชิ้นก็มีเองตามธรรมชาติ บางชิ้นก็เป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ไม่มีอะไรลึกลับเคลือบแฝงอยู่เบื้องหลัง ผู้นิยมลัทธินี้จึงมีจุดมุ่งหมายที่จะแฉให้เห็นว่าศิลปกรรมก็เป็นวัตถุธรรมดาอย่างหนึ่ง ความลึกลับต่าง ๆ เป็นเรื่องที่มนุษย์เราเพ้อเจ้อกันไปเอง ผู้ที่มีความคิดในทำนองนี้ ได้แก่ แมคโดนัลด์ (Margaret MacDonald) และซิฟฟ์ (Paul Ziff)
6) ลัทธิเลียนแบบ(mimesis) แอร์เริสทาทเถิล เชื่อว่าแบบมีอยู่แล้วในธรรมชาติ ศิลปินเป็นผู้สามารถหยั่งรู้แบบในธรรมชาติได้ดี จึงพยายามทำเลียนแบบให้ผู้ชมได้เข้าใจแล้วเกิดความปิติและระบายความอึดอัดใจหากมีอยู่ในใจด้วยการฟอกใจ (catharsis)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s