ราชบัณฑิตเสวนา (83)

วิชาศาสนเสวนา
ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ให้โอวาทที่สวนโมกข์เมื่อวันที่17พฤศจิกายน พ.ศ.2516ว่า “ใครจะเรียกว่าพระเจ้า ใครจะเรียกว่าพระธรรม หรือใครจะเรียกว่าเต๋า หรือใครจะเรียกว่ากฎของธรรมชาติ หรือใครจะเรียกว่าอย่างอื่นต่อไปอีก มันก็หมายถึงสิ่งเดียวกันโดยแท้ เป็นสิ่งที่สูงสุดในทุกๆแง่ทุกๆมุม เป็นสิ่งเดียวกันหมด แล้วแต่ใครจะเรียกอย่างไร (หรือจะไม่ยอมให้เรียกว่าอย่างไร–ผมเติมเองครับ) จุดสูงสุดเป็นจุดเดียวกัน และศาสดาทั้งหลายก็เป็นเพียงปากพูดถึงสิ่งสูงสุดเดียวกัน” ให้สังเกตการใช้คำ”กฎของธรรมชาติ” ไม่ใช้”กฎธรรมชาติ” ต่างกันอย่างไร?
กฎของธรรมชาติแปลจากlaw of Nature คือกฎฟิสิกส์ เคมี ชีวะ รวมกันทำให้เอกภพเป็นอย่างที่มันเป็น(ตถตา=มันเป็นอยู่เช่นนั้น ไม่มีใครอื่นไปเปลี่ยนแปลงได้ นอกจากมันจะเปลี่ยนของมันเอง) ส่วนกฎธรรมชาติแปลจากnatural law คือเกณฑ์ความประพฤติดีที่นักปรัชญาสำนักปัญญานิยม(intellectualism)คิดว่าใครที่ใช้ปัญญาอย่างไม่ลำเอียงจะต้องเห็นตรงกัน เป็นเหตุให้กฎหมายของหลายประเทศระบุว่า หากอ้างพระราชบัญญัติมาตัดสินไม่ได้ ก็ให้ใช้กฎธรรมชาติเป็นหลัก แต่นักหลังนวยุคก็สังเกตว่า natural law ที่อ้างๆกันอยู่นั้นก็หาตรงกันไม่ มันไม่พ้นเป็นความเห็นส่วนตัวของผู้อ้างไปได้ พุทธทาสท่านละเอียดพอในเรื่องนี้ครับ สังเกตได้จากการเลือกใช้คำในโวหารของท่าน
คำพูดของท่านอาจารย์พุทธทาสเป็นพหุนิยม (pluralism)ใช่หรือไม่ คงต้องตอบว่าตามคำพูดแล้วไม่ใช่ “มันหมายถึงสิ่งเดียวกันโดยแท้ สูงสุดในทุกแง่ทุกมุม เป็นสิ่งเดียวกันหมด” นิยามนี้เป็นนิยามของ inclusivism(ลัทธิรวมศาสนา ที่ถือว่าทุกศาสนาดีเหมือนกันหมด สอนเรื่องเดียวกันหมด รวมเป็นศาสนาเดียวกันก็ยิ่งดี) แต่ในพฤติกรรมแล้วไม่ใช่ ท่านไม่เคยมีนโยบายรวมศาสนา แต่ต้องการให้ศาสนาต่างๆเคารพข้อเชื่อของกันและกันและร่วมมือกันบนฐานของเอกภาพในความหลากหลาย ท่านไม่ได้ตั้งใจนิยามแต่แสดงเทศนาโวหารชักชวนให้สามัคคีกันเท่านั้น เมื่อเอาเจตนาของท่านมาจับตามทฤษฎีปรัชญาภาษาศาสนาก็คือให้ดูเจตนาเป็นหลัก วาทศิลป์ต้องคล้อยตามเจตนา เราขณะนี้จึงควรมาดูกันว่าพหุนิยมคือย่างไรกันแน่
พหุนิยม(pluralism) เป็นท่าทีการนับถือศาสนาที่เดินสายกลางระหว่าง inclusivism(ลัทธิรวมศาสนา)กับ exclusivism (ลัทธิเหยียดศาสนา) พหุนิยมเริ่มจากข้อเท็จจริงว่าทุกศาสนาพิสูจน์ตัวเองได้ว่าสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกของตน มิฉะนั้นสังคมจะไม่ยอมรับรู้ว่าเป็นศาสนา ในเมื่อสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตได้เช่นนี้ จึงต้องถือว่ามีความสำคัญในสังคม จึงควรยกย่องและให้ความสะดวก ทุกศาสนาที่ได้มาตรฐานดังกล่าวต่างก็มีศรัทธาต่อสิ่งสูงสุดของตนที่มีนิยามต่างกัน ดังนั้นศาสนาต่างๆจึงถือได้ว่าดีแต่ดีต่างกันตามสิ่งสูงสุดที่เชื่อและตามศรัทธาที่สมาชิกทุ่มเทให้ สิ่งสูงสุดที่เป็นหลักยึดเหนี่ยวให้ทำดีได้ไม่ว่าในลักษณะใด นักพหุนิยมถือว่าไม่น่าจะไร้สาระและไร้คุณค่า แต่ใครที่ไม่รู้สึกมีศรัทธาก็ไม่จำเป็นต้องนับถือโดยฝืนมโนธรรมสำนึกเฉพาะบุคคล เพราะการต้องทำอะไรฝืนมโนธรรมย่อมไม่จริงใจไร้คุณค่าในตัว
สิ่งสูงสุดย่อมเป็นสิ่งสูงสุดในศาสนาของตน ไม่จำเป็นต้องสัมพันธ์กันอย่างฝืนมโนธรรม หากมโนธรรมของใครจะตระหนักถึงความสัมพันธ์อันใดก็พึงถือเป็นการหยั่งรู้เฉพาะตัว และมีเสรีภาพที่จะตัดสินใจปฏิบัติการตามมโนธรรมที่พัฒนาคุณภาพชีวิตเฉพาะตัว เขาไม่ควรถูกกีดกันในการปฏิบัติตามมโนธรรมอย่างมีความสุข และเขาเองก็ไม่พึงบังคับขู่เข็ญผู้อื่นให้ต้องคิดและทำเหมือนเขา และหากใครจะเต็มใจที่จะดำเนินชีวิตเหมือนเขาก็พึงมีเสภาพที่จะกระทำได้เช่นกัน นี่คือท่าทีของนักพหุนิยมซึ่งมีทั้งนโยบาย แนวคิดและวิถีดำเนินชีวิต
อาจมีผู้ตั้งประเด็นถามว่าหากศาสนาของเราใช้วิธีพหุนิยม สมมุติมีอีกศาสนาหนึ่งใช้วิธีเหยียดศาสนาและใช้ทุกวิถีทางทั้งล่อทั้งชนเพื่อแย่งสมาชิก เราควรทำอย่างไร?ผมขอตอบในเบื้องต้นว่า นโยบายของคำถามเป็นวิธีปฏิบัติของคนกระบวนทรรศน์ที่3ยุคกลาง หากเราตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกัน ผลก็คือสงครามศาสนาที่เคยมีมาแล้วและไม่ใช่วิธีดีที่สุด เรามาวิเคราะห์กันดูก่อนว่ามีทั้งหมดกี่วิธี 1.คนกระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ ปล่อยให้เบื้องบนจัดการตามแต่จะเห็นควร เรามีหน้าที่แค่เชียร์พระองค์ (รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี ว่างั้นเถอะ) 2.คนกระบวนทรรศน์โบราณ เปิดดูคัมภีร์แล้วปฏิบัติตามตัวอักษร เช่น ตาต่อตา จงยื่นแก้มอีกข้างให้ตบด้วย จงรักพระเจ้าด้วยสิ้นสุดชีวิตของเจ้าจงอภัยเสมอ ชอบข้อใดอ้างข้อนั้นมาปฏิบัติ พระคัมภีร์มักมีหลายข้อให้ผู้รู้คัมภีร์เลือก(ตามใจชอบใช่ไหม?) 3.คนกระบวนทรรศน์ยุคกลาง ทำอะไรก็ได้ที่มีคนรับรองว่าได้ไปสวรรค์แน่ๆ(โดยตนเองไม่เคยคิดจะศึกษาให้ถ่องแท้ว่าสวรรค์จริงๆเป็นอย่างไร(ให้ผู้อื่นรับผิดชอบแทนตนรู้สึกว่าง่ายดี) 4. คนกระบวนทรรศน์ยุคใหม่คิดตามหลักวิชาการที่ตนรู้ นักกฎหมายย่อมคิดถึงความเป็นธรรมตามกฎหมายโดยให้มีการร้องเรียนให้สหประชาชาติออกระเบียบการบังคับคู่กรณีให้ปฏิบัติการนำเอาผู้ทำผิดมาลงโทษให้หลาบจำ นักรัฐศาสตร์แนะให้ทำการถ่วงดุลอำนาจ หากจำเป็นก็ต้องใช้กำลังทหารบังคับ นักเศรษฐศาสตร์วางแผนบอยคอตเศรษฐกิจ หากวิธีไหนก็ไม่ได้ผลพึงพอใจ ก็ให้ลองก่อม็อบดูว่าจะมีพลังกดดันเพียงพอไหม ถ้าเห็นสู้ไม่ไหวก็สลายม็อบยอมจำนนชั่วคราว มีโอกาสดีกว่าค่อยแก้ตัวใหม่ 5. คนกระบวนทรรศน์หลังนวยุคและพหุนิยม แก้ปัญหาด้วยระบบการศึกษา ต้องปรับทั้งระบบให้ระบบการศึกษาทั้งระบบทั่วโลกมุ่งสู่การสร้างคนรุ่นใหม่ให้ตระหนักรู้ปัญหาของมนุษยชาติในปัจจุบัน รู้ทางแก้ที่ตรงประเด็น(รู้ที่คัน) แก้ให้ตรงประเด็น(เกาให้ถูกที่คัน) แก้ทั้งระบบหมายความว่าผู้สอนทุกวิชาต้องตระหนักทั้ง 3 ข้อตรงกันในวิชาของตนและเต็มใจให้ความร่วมมือ พฤติกรรมดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้โดยอาศัยทั้งพิมพ์เขียวและพิมพ์น้ำเงินร่วมกันดังได้เคยชี้แจงไว้แล้ว

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

Website Powered by WordPress.com.

Up ↑

%d bloggers like this: