ซอกแซกหามาเล่า (218)

ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ
เปาโลจาริกธรรมทูตครั้งที่3
ตุลาคมค.ศ.52 เปาโลอายุ42ปี
สังเกตได้ว่าการเดินทางครั้งนี้มีลักษณะแตกต่างจาก2ครั้งแรกอย่างเห็นได้ชัด คือตั้งใจเยี่ยม ให้กำลังใจ แนะนำและแก้ไขในสิ่งผิด เปาโลรู้สึกตัวดีว่าตนมีผู้ภักดีมากพอแล้วที่จะทำการเผยแผ่ต่อๆไป เมื่อศิษย์ทำเองได้แล้วก็หมดเวลาที่ครูจะต้องทำเป็นตัวอย่าง แต่ควรจะทำบทบาทเป็นกองเชียร์ คือให้กำลังใจและคอยสังเกตดูจุดบกพร่องและจุดอ่อนเพื่อการปรับปรุงแก้ไขมากกว่า และเปาโลก็ทำเช่นนั้นจริงๆ คือ เดินทางไปอย่างช้าๆ ไม่รีบไม่ร้อน พบคริสตจักรที่ไหนก็แวะเยี่ยมถามทุกข์สุขปัญหาและความสำเร็จลงท้ายด้วยการอวยพรให้กำลังใจ ไม่ว่าจะเป็นคริสตจักรที่ตนเองก่อตั้งหรือลูกศิษย์ก่อตั้งหรือว่าใครก่อตั้งก็ตามที จากอันทิโอกแห่งซีเรียถึงเอเฟซัสระยะทาง 500กม.ใช้เวลา 1ปี

ตุลาคมค.ศ.53 เปาโลอายุ43ปี
อยู่ที่เอเฟซัสเป็นกำลังใจเป็นเวลา2ปีครึ่งตามปณิธานเดิม คือเรื่องส่วนตัวไม่รบกวนใคร อยู่เต็นต์ทำเต็นต์ขายเลี้ยงตัวเอง มีคนทุกประเภทสนใจต้อนรับพระเมสสิยาห์ เปาโลมีความสุขมาก เปาโลมีเวลาว่างบ้างก็คิดและเขียน เขียนจดหมายถึงคริสตจักรหนึ่งสักแต่เป็นตุ๊กตาแต่ใจจริงนั้นตัองการวางบรรทัดฐานให้คริสจักรองค์รวม เช่น เขียนจดหมายถึงชาวกาลาเทีย จดหมายฉบับแรกแถึงชาวโครินธ์ หากจำเป็นก็ส่งลูกศิษย์เป็นตัวแทนไปเจรจาแล้วกลับมารายงาน ราวกับว่าเอเฟซัสเป็นศูนย์บริหารคริสตจักรที่รู้จัก ได้แสดงความตั้งใจไว้ว่าอยากจะนำข่าวดีไปประกาศณศูนย์กลางของโลกขณะนั้นคือกรุงโรมให้จงได้ แต่แล้วก็ไม่พ้นมีเรื่องที่ต้องล้มความตั้งใจมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเสียก่อน
อยู่มาผู้เคยมีรายได้สูงจากการทำเทวรูปจำหน่ายโดยเฉพาะอย่างยิ่งเทวรูปเจ้าแม่ธรณี รู้สึกว่ารายได้ตกต่ำลงไปเรื่อยๆ มิเพียงแต่ในเมืองเอเฟซัส แต่เกือบทั่วเอเชียไมเนอร์ทีเดียว จึงชักชวนผู้เสียหายด้วยกันรวมกำลังกันประท้วงไปตามถนน จับลูกศิษย์หนุ่มของเปาโลไปเป็นตัวประกัน2คน พาไปรวมตัวกันที่โรงละครของเอเฟซัส ตะโกนเรียกร้องให้เปาโลไปแสดงความรับผิดชอบ เปาโลคิดจะไป แต่บรรดาผู้ภักดีทั้งหลายช่วยกันยื้อเอาไว้และขอร้องให้เลขาธิการกรมการเมืองเอเฟซัสช่วยระงับเหตุ ท่านกล่าวว่า “ชาวเอเฟซัสทั้งหลาย ท่านก็รู้อยู่ว่าเจ้าหน้าที่เมืองเอเฟซัสมีหน้าที่ดูแลรักษาทั้งพระวิหารของเทวีอาร์เถอเมิสผู้ยิ่งใหญ่และรูปไม้แกะสลักของเทวีซึ่งเสด็จลงมาจากสวรรค์ ในเมื่อความจริงเป็นสิ่งปฏิเสธไม่ได้เช่นนี้ ท่านก็ควรสงบสติอารมณ์ไม่ควรวู่วาม ท่านนำคนเหล่านี้มาที่นี่ทั้งๆที่เขาไม่ได้ล่วงเกินพระวิหารหรือหมิ่นเทวีของเรา ดังนั้นถ้าท่านคิดว่าผู้ใดล่วงละเมิด ประตูศาลก็เปิดอยู่ ผู้พิพากษาก็มีอยู่ ไปยื่นฟ้องได้ทุกเมื่อ จงแก้ปัญหาตามกฎหมายของเราเถิด แท้จริงแล้ว พากท่านกำลังหมิ่นเหม่ผิดกฎหมาย อาจจะถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายเอาง่ายๆ เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ เรายกเหตุผลใดมาอธิบายไม่ได้ว่า ทำไมเราจึงมาชุมนุมกันที่นี่ ขอให้เลิกชุมนุมและกลับบัานกันเสียดีกว่า” การชุมนุมก็สลายตัวไป แต่เปาโลรู้สึกอึดอัดใจมาก เรียกประชุมผู้นำคริสตจักร มอบหมายงาน ปลอบใจ และอำลา หารถม้าฝ่าราตรีกาลไปส่งที่ท่าเรือโตรอัสข้ามฟากไปสู่ทวีปยุโรป ขึ้นที่ท่าเรือฟีลิปปี เรร่อนเยี่ยมระทางไปเรื่อยๆตามอัธยาศัยจนถึงโครินธ์ซึ่งมีครอบครัวอควีลาและปริสชีลลาช่วยดูแล พอดีเข้าฤดูหนาวธันวาคม56-กุมภาพันธ์57 ค้างอยู่ 3 เดือน เขียนจดหมายถึงคริสตจักรโรมทั้งๆที่ยังไม่เคยไปเห็นและยังไม่รู้จักใครที่นั่นสักคน แต่ก็พอดีมีคนรู้จักที่โครินธ์จะเดินทางไปที่นั่น ตัวเองก็ตั้งใจจะไปให้ถึงให้ได้สักวันหนึ่งให้จงได้ จึงได้เขียนจดหมายแนะนำตัวไว้ก่อน และเนื่องจากเชื่อว่าคริสตชนโรมันจะต้องมีความรู้สูงกว่าที่อื่นๆ จึงได้เสนอระบบปรัชญาคริสต์เป็นระบบแรก เพราะยังไม่มีใครคิดทำไว้ก่อนหน้านั้นเลย ซึ่งจะเป็นพื้นฐานให้ผู้มีความรู้ขยายผลต่อไปตามลำดับมาจนทุกวันนี้

ค.ศ.57 เปาโลอายุ 47 ปี
พอเข้าฤดูใบไม้ผลิ เปาโลรู้สึกอยากกลับไปกรุงเยรูซาเลม จึงลาสมาชิกคริสตจักรโครินธ์เดินทางขึ้นเหนือเยี่ยมระทางตามเคย ถึงฟีลิปปีก็ลงเรือโดยสารแล่นใบ5วันขึ้นท่าเรือโตรอัสฝั่งเอเชียไมเนอร์ พักอยู่7วันแล้วเดินบกไปประมาณ5กม.เพื่อเยี่ยมกลุ่มคริสตชนที่อัสโซส(Assos)ลงเรือโดยสารไปขึ้นที่ท่าเรือมิเลทัส(Miletus)แวะเยี่ยมกลุ่มคริสตชนที่นั่น เกิดรู้สึกคิดถึงบรรดาผู้นำของคริสตจักรต่างๆแห่งเอเฟซัส ซึ่งอยู่ห่างไปทางเหนือเพียง 20 กม. มีลางสังหรณ์ว่าจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว อยากจะขอพบเป็นครั้งสุดท้าย รู้สึกมีความในใจหลายอย่างที่อยากจะบอกไว้เป็นพินัยกรรม จึงให้คนไปเชิญมาให้พร้อมหน้าพร้อมตา ซึ่งก็มากันด้วยความรักอาลัยและเต็มใจ ครั้นพร้อมแล้วเปาโลก็กล่าวความรู้สึกจากส่วนลึกของดวงใจประหนึ่งปัจฉิมโอวาทว่า
“ท่านทั้งหลายรู้ว่าตลอดเวลาตั้งแต่วันแรกที่ข้าพเจ้าเข้ามาในแดนเอเชีย ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตนต่อท่านทั้งหลายอย่างไร ข้าพเจ้ารับใช้องค์พระผู้เป็นเจ้าด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าต้องร่ำไห้เป็นทุกข์เสี่ยงชีวิตจากการที่ยิววางแผนปองร้ายข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายรู้ว่าข้าพเจ้าไม่เคยละเลยสิ่งใดที่เป็นปะโยชน์แก่ท่าน ไม่เคยหยุดเทศน์และสอนท่านในที่สาธารณะและตามบ้าน ข้าพเจ้าเชิญชวนทั้งชาวยิวและชาวกรีกอย่างแข็งขันให้กลับใจมาหาพระเจ้าและให้มีความเชื่อในพระเยซูพระเจ้าของเรา บัดนี้ข้าพเจ้าจะกลับไปกรุงเยรูซาเลมตามพระบัญชาของพระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ ข้าพเจ้าไม่รู้ว่าสิ่งใดจะเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารู้แต่เพียงว่า พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเตือนข้าพเจ้าในทุกๆเมืองว่า โซ่ตรวนและความยากลำบากกำลังรอข้าพเจ้าอยู่ แต่ข้าพเจ้าไม่คิดว่าชีวิตของข้าพเจ้ามีค่าสำหรับข้าพเจ้าเท่ากับการที่ข้าพเจ้าได้วิ่งถึงปลายทาง และทำให้พันธกิจที่ข้าพเจ้าได้รับมอบหมายจากพระเยซูสำเร็จไป คือการเป็นพยานประกาศข่าวดีแห่งพระหรรษทานของพระเจ้า ข้าพเจ้าผ่านมาประกาศพระอาณาจักรแก่ท่านทั้งหลาย บัดนี้ข้าพเจ้ารู้อยู่แก่ใจแล้วว่าพวกท่านจะไม่ได้เห็นหน้าข้าพเจ้าอีก ดังนั้นวันนี้ข้าพเจ้าขอประกาศยืนยันแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าท่านผู้ใดไม่ได้ไปถึงสวรรค์ ข้าพเจ้าก็หมดส่วนรับผิดชอบแล้ว เพราะข้าพเจ้าไม่ได้ละเลยที่จะประกาศพระประสงค์ทั้งหมดของพระเจ้าแก่ท่าน ท่านทั้งหลายจงดูแลตัวเองและฝูงแกะที่พระจิตวิญญาณบริสุทธิ์ทรงแต่งตั้งท่านให้เป็นผู้ดูแล เพื่อเลี้ยงดูพระศาสนจักรของพระเจ้า ที่พระองค์ได้ทรงไถ่คืนมาด้วยพระโลหิตของพระบุตร ข้าพเจ้ารู้ว่า เมื่อข้าพเจ้าจากไปแล้ว สุนัขป่าดุร้ายจะเข้ามาในกลุ่มของพวกท่านและจะทำร้ายฝูงแกะ แม้ในกลุ่มเองก็จะมีบางคนลุกขึ้นมากล่าวบิดเบือนความจริงเพื่อโน้มน้าวบรรดาศิษย์ให้ติดกับ เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเฝ้าระวังไว้เถิด จงระลึกว่าข้าพเจ้าไม่เคยหยุดเตือนท่านแต่ละคนด้วยน้ำตานองหน้าทั้งกลางวันและกลางคืนตลอดเวลา3ปีที่ข้าพเจ้าอยู่กับพวกท่าน บัดนี้ข้าพเจ้าฝากท่านทั้งหลายไว้กับพระเจ้าและกับพระวาจาแห่งพระหรรษทานของพระองค์ พระวาจานี้แหละที่สร้างพระศาสนจักรและประทานมรดกให้ท่านรับร่วมกับบรรดาผู้ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่เคยอยากได้เงินทองหรือเสื้อผ้าของผู้ใด พวกท่านก็รู้อยู่แก่ใจแล้วว่าข้าพเจ้าได้ทำงานด้วยมือทั้ง2 นี้เพื่อสนองความต้องการของข้าพเจ้าและของผู้ที่อยู่ช่วยงาน ข้าพเจ้าได้แสดงให้ท่านทั้งหลายได้เห็นเสมอมาว่าเราต้องทำเช่นนี้เพื่อช่วยเหลือผู้อ่อนแอ โดยระลึกถึงพระวาจาของพระเยซูที่ว่า การให้ย่อมเป็นสุขมากกว่าการรับ”
เมื่อกล่าวดังนี้แล้ว เปาโลคุกเข่าลงพร้อมกับทุกคนและอธิษฐานภาวนา ต่างร้องห่มร้องไห้น้ำตานองหน้า เข้าสวมกอดและจูบเปาโล ทุกคนรู้สึกโศกเศร้า เพราะเปาโลพูดว่า จะไม่ได้เห็นหน้ากันอีก แล้ว ทุกคนไปส่งเปาโลลงเรือโดยสารจนเรือผละออกจากท่ามิเลทัส ค้างคืนในเรือ1คืน เช้าวันรุ่งขึ้นจึงถ่ายผู้โดยสารขึ้นเรือใหญ่ออกทะเลลึกมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกข้ามทะเลอีเจียนไปขึ้นแผ่นดินใหญ่ฝั่งตรงข้ามที่ท่าเรือไทระ(Tyre) เรือพักที่นั่น 7 วันเพื่อขนสินค้าขึ้นและลง เปาโลขึ้นไปพักในบ้านของลูกศิษย์ ครบ 7 วันจึงลงเรือต่อไปถึงท่าเรือทอเลเมอิส พัก1 คืนที่บ้านลูกศิษย์ รุ่งเช้าเดินทางบกไปเมืองตากอากาศซีซารียาพักอยู่ที่บ้านของสังฆานุกรฟีลิป ซึ่งเตือนสติเปาโลว่าเยรูซาเลมเป็นที่ไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง เพราะนักการเมืองพรรคฟาริสีที่นั่นโจษจันกันว่าเปาโลไปปลุกปั่นลัทธิปฏิรูปเกี่ยวกับพระเมสสิยาห์ที่ทำให้แผนกู้ชาติของพรรคพังยับเยิน ทางที่ดีควรหลบหน้าเก็บตัวรอดูสถานการณ์ให้ดีขึ้นเสียก่อนจึงค่อยออกหน้าออกตาต่อไปจะดีกว่า แต่เปาโลกลับยอมรับสถานการณ์ตรงข้ามว่า มัวแต่เกรงใจศัตรูโครงการของพระเยซูก็เสียเวลาล่าช้า วิกฤติเช่นนี้ยิ่งน่าจะเป็นโอกาสพิสูจน์คุณภาพของศิษย์พระเยซูและชี้ขาดว่าพระเมสสิยาห์อยู่ที่ไหน ฉันเตรียมใจไว้แล้ว เป็นอย่างไรเป็นกัน ฉันจะไป ให้เห็นเป็นตัวอย่างไปตลอดกาลว่าศิษย์พระคริสต์ต้องเข้มแข็งเสมอ อ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด ครั้นถึงวันกำหนดเทศกาลประจำปีถวายพืชผลแรก เปาโลก็ไปเข้าพระวิหารเพื่อถวายสักการะแด่พระยาห์เวห์เเเหมือนชาวยิวที่ดีทั้งหลาย มีพิธีกรรมในพระวิหาร 7 วัน เปาโลก็เข้าร่วมทั้ง 7 วัน ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นจนถึงวันสุดท้ายของเทศกาลจึงมีผู้ปองร้ายสังเกตเห็นว่าเป็นเปาโลแน่แล้วจึงตะโกนพรรคพวกให้กรูกันเข้าทำร้าย ฝ่ายพิทักษ์เปาโลเห็นท่าไม่เป็นการจึงรีบรุดไปแจ้งทหารโรมันที่เห็นอยู่ใกล้ที่สุดให้เข้ามาระงับเหตุ กันเอาตัวเปาโลไปคุมขังไว้ในค่ายทหารเพื่อสอบสวนและอารักขา เพราะประชาชนกล่าวหาว่ายุยงให้คนต่อต้านการปกครองโรมัน ทีแรกผู้บังคับการกองทหารโรมันคิดจะใช้วิธีเฆี่ยนเค้นให้สารภาพ ครั้นได้ยินเปาโลพูดภาษากรีกได้คล่องแคล่วชักเอะใจจึงถามว่าไม่ใช่คนยิวทำไมมีเรื่องกับยิว เปาโลตอบเป็นภาษากรีกอย่างคล่องแคล่วว่าเป็นยิวโพ้นทะเล มีอาชีพสอนศาสนาแต่มีสัญชาติโรมันตั้งแต่บิดา ผู้บังคับการจึงเกรงใจ สั่งให้ปลดการจองจำและงดการโบยตีใดๆเด็ดขาด หันมาถามเปาโลว่าอยากปรับความเข้าใจกับคนร่วมชาติไหม เปาโลว่าก็ดีซี เขาจึงกำชับทหารให้ดูแลความปลอดภัยอย่างเข้มงวดเต็มพิกัดและให้เปาโลขึ้นไปปราศรัยจากเฉลียง เปาโลเล่าประวัติความเป็นมาว่าครอบครัวสังกัดพรรคฟาริสี ได้เรียนคัมภีร์จากสำนักกามาลีเอล สนใจรับใช้พระเมสสิยาห์อย่างยิ่ง ทีแรกก็เชื่อว่าพระเยซูเป็นพระเมสสิยาห์เทียม ต่อมาได้เผชิญหน้ากับพระเยซูคืนชีพ จึงอุทิศตัวแก้ความเข้าใจผิดดังกล่าว ได้ยินอย่างนี้เข้าชาวยิวยิ่งโกรธจัด พากันชูกำปั้นเรียกร้องเอาชีวิต ผู้บังคับการเห็นท่าจะไม่ดี จึงสั่งระงับการปราศรัย ให้ทหารคุมตัวอย่างแน่นหนา ประกาศกับประชาชนว่าพรุ่งนี้จะสอบสวนต่อหน้าประชาชน
รุ่งเช้าผู้บังคับการทหารคิดตก อยากจะรู้อยู่เหมือนกันว่าประเด็นปัญหาจริงมันอยู่ตรงไหน จะได้รายงานเบื้องบนได้ชัดเจน จึงโยนความรับผิดชอบให้สภาซันเฮดริน(Sanhedrin Assembly)วินิจฉัย เปาโลจึงได้เข้าสภาแห่งชาติของยิวโดยมีทหารอารักขาเข้มสุด สภาซันเฮดรินตั้งขึ้นตามกฎหมายโรมันเพื่อเป็นสภาที่ปรึกษาของกษัตริย์ราชวงค์เฮโรดในการตรากฎหมายและแต่งตั้งข้าราชการปกครองภายใน ภายใต้การดูแลของข้าหลวงผู้แทนพระมหาจักรพรรดิซึ่งควบคุมการทหาร การต่างประเทศและโทษประหารชีวิต สมาชิกสภามาจาก3ฝ่ายคือ1.พรรคซัดดูสีกษัตริย์แต่งตั้งจากคณะปุโรหิตผู้มีตำแหน่งทางศาสนาโดยสืบทางสายโลหิตของบิดา 2.พรรคฟาริสีกษัตริย์เลือกจากประชาชนที่มีความรู้ 3.พรรคเฮโรเดียนกษัตริย์เลือกจากผู้จงรักภักดีต่อราชวงค์
เปาโลรู้ดีว่าพรรคซัดดูสีไม่เชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ แต่เชื่อว่าผู้ภักดีต่อพระเจ้าจะได้รับพระพรให้อยู่ดีมีสุขในโลกนี้เท่านั้น ตายแล้วสูญ ส่วนพรรคฟาริสีที่กำลังมุ่งเอาชีวิตตนนั้นเชื่อเรื่องตายแล้วเกิดใหม่ ใครภักดีต่อพระยาห์เวห์และพระเมสสิยาห์ตัวแทนแท้ของพระองค์จะได้ลาภยศสรรเสริญทั้งในชั่วชีวิตนี้และชีวิตหน้า ส่วนพรรคเฮโรเดียนไม่สนใจเรื่องเกิดใหม่หรือไม่สนใจแต่จะเกาะชายเครื่องราชของกษัตริย์ราชวงค์เฮโรดได้นานที่สุดเท่านั้น ดังนั้นเมื่อได้รับอนุญาตให้แก้คดีจึงถือโอกาสพูดว่า “ท่านสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ เรื่องของเรื่องมีอยู่แค่ว่า ข้าพเจ้าเป็นฟาริสีในสายเลือด เป็นบุตรของฟาริสี ข้าพเจ้าถูกสอบสวนก็แค่เรื่องสอนเรื่องการเกิดใหม่ยังไม่ถึงใจคนในพรรคเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรมาก” เท่านั้นแหละพลพรรคซัดดูสีขออภิปรายทันที “ฮ้า! ใช้ได้ที่ไหน มันสอนผิดทั้ง2ฝ่ายแหละ แล้วยังมีหน้าทะเลาะกันอยู่ได้ ตายเมื่อไรก็จบเห่พอกัน” พรรคฟาริสีขอประท้วงทันที แต่ฝ่ายซัดดูสีก็ไม่ยอมหยุด เกิดความโกลาหลกันจนผู้บังคับการกลัวเปาโลอาจจะถูกถือโอกาสทำร้ายโดยหาผู้ทำผิดไม่ได้ จึงสั่งทหารให้คุมตัวไปเก็บไว้ในค่ายทหาร คืนนั้นเปาโลฝันเห็นพระเยซูมาบอกให้เตรียมตัวไปกรุงโรม เช้าวันรุ่งขึ้น หลานชายของเปาโล(ลูกของน้องสาว)เอาข่าวกรองมาแจ้งว่าฝ่ายปองร้ายจัดหน่วยจู่โจมไว้ 40 นายกระจายตัวกันทั่วเยรูซาเลม เปาโลจึงขอให้ผู้คุมนำตัวไปพบผู้บังคับการซึ่งกำชับให้เก็บเป็นความลับสุดยอด พลางก็จัดเตรียมกำลังทหารม้า 70 นาย ทหารถือหอก 200 นาย เตรียมม้า1 ตัวให้เปาโลขี่โดยเฉพาะ ให้ทหารหอก 200 นายเคลียร์พื้นที่2ฟากถนนจากเยรูซาเลมออกไปครึ่งทาง ให้ทหารม้า70 นายนำเปาโลไปเข้าป้อมที่ซีซารียาอย่างปลอดภัยแล้วจึงกลับมารายงาน โดยมีบันทึกถึงข้าหลวงโรมันเฟลิกซ์ว่า “เนื่องจากข้าพเจ้ารู้ว่าชาวยิวคบคิดกันปองร้ายชายผู้นี้ ข้าพเจ้าจึงส่งเขามาพบท่านทันที และแจ้งให้บรรดาผู้กล่าวหามาฟ้องร้องเขาต่อท่านด้วย
เฟลิกส์(Felix)มีตำแหน่งProcurator คือผู้แทนพระมหาจักรพรรดิที่ส่งมาจากกรุงโรมเพื่อคุมกองกำลังทหารและตัดสินใจปัญหาความสัมพันธ์กับต่างประเทศทั้งในและนอกมหาอาณาจักรโรมัน นอกนั้นก็กำกับดูแลทุกอย่างที่มีผู้รับผิดชอบอยู่ทั่วดินแดนปาเลสไตน์ให้เป็นไปตามกฎหมายและนโยบายของมหาอาณาจักร เปาโลยืนกรานขอใช้สิทธิถวายฎีกาแด่พระมหาจักรพรรดิณกรุงโรม เพราะหวังว่าความฝันจะเป็นจริง แต่เฟลิกส์ไม่อยากส่งไปให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทพระมหาจักรพรรดิซึ่งตามปรกติก็จะยกฟ้อง เฟลิกส์จึงใช้วิธีเรียกมาสนทนาและปลอบบ้าง สัญญาบ้าง ประวิงเวลาไปเรื่อยๆ นึกจะเรียกใครมาให้ข้อมูลได้ก็ทำทีสนใจรับฟังข้อมูล ผลก็คือกักขังเปาโลไว้ในกรงทอง ให้อยู่สบายๆ ทำเป็นดูแลแต่คุมอย่างหลวมๆ จนเวลาผ่านไป 2 ปี หมดวาระของเฟลิกส์เฟสตัส(Festus)มารับตำแหน่งแทน เปาโลก็ยังไม่ได้ไปทางไหน เป็นนักโทษก็ไม่ใช่เพราะยังไม่มีการตัดสินคดี เป็นพลเมืองเต็มขั้นก็ไม่เชิง เพราะยังอยู่ในที่คุมขัง ไม่ต้องเสียค่าที่อยู่ที่กิน

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s